เลิกจ้างพนักงานสาว ธ.ก.ส. แฉพิรุธบัญชีจำนำข้าว

ธ.ก.ส. ร่อนหนังสือเลิกจ่ายพนักงานสาว หลังร้องบัญชีจำนำข้าวผิดปกติ เหตุฝ่าฝืนคำสั่งธนาคาร นำข้อมูลไปเผยแพร่โลกออนไลน์ มีผล 28 ก.ย.นี้ แต่ยังให้สิทธิอุทธรณ์ได้

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสันติ เจริญสุข ผู้ช่วยผู้จัดการ ทำการแทนผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ออกคำสั่ง ธ.ก.ส. ที่ 11404/2561 เลิกจ้างน.ส.ชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ พนักงานวิเคราะห์งานสินเชื่อ 7 กลุ่มเพื่อการบริหาร สังกัดฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากมีพฤติกรรมจงใจ ฝ่าฝืน ข้อห้าม หรือคำสั่งของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำผิดซ้ำพฤติกรรมที่ถูกลงโทษภาคทัณฑ์และธนาคารได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.2561 เป็นต้นไป

หนังสือเลิกจ้างฯ ระบุว่า ด้วยปรากฎว่า น.ส.ชญาดา มีพฤติกรรมจงใจ ฝ่าฝืน ข้อห้าม หรือคำสั่งของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำผิดซ้ำพฤติกรรมที่ถูกลงโทษภาคทัณฑ์และธนาคารได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว โดยเขียนข้อความในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ด้วยการตำหนิ ดูหมิ่น ผู้บังคับบัญชา พนักงานผู้อื่นและธนาคาร และนำเอกสารข้อมูลของธนาคารที่ไม่ควรเผยแพร่ ข้อมูลที่ใช้สื่อสารภายในธนาคารโดยเฉพาะ หรือข้อมูลอื่นใดที่จะก่อให้เกิดข้อสงสัยหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับธนาคาร เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้มีบุคคลอื่นมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ทำให้ธนาคารเสื่อมเสียชื่อเสียง

นอกจากนี้ ยังพบว่า น.ส.ชญาดา มีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ละทิ้งงานในหน้าที่ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย

ธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่า น.ส.ชญาดา มีพฤติกรรมจงใจ ฝ่าฝืน ข้อห้าม หรือคำสั่งของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมาย และกระทำผิดพฤติกรรมที่ธนาคารได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จนก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของธนาคาร จึงเป็นเหตุสมควรที่ไม่อาจไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 24 (1) และข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ข้อ 20 (2)

จึงให้เลิกจ้างแก่ น.ส.ชญาดา โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยเนื่องจาก น.ส.ชญาดา ได้จงใจ ฝ่าฝืน ข้อห้าม หรือคำสั่งของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมาย และธนาคารได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ตามระเบียบธนาคาร ฉบับที่ 34 ข้อ 5 (3) ประกอบประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานั้นต่ำของสหภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ประกาศเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2549 ข้อ 60 (4)

อนึ่ง ผู้ถูกเลิกจ้างมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการธนาคารได้โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการธนาคาร ภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันรับทราบคำสั่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 2561 เป็นต้นไป

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ชญาดา ได้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป หัวข้อ “พนักงาน ธ.ก.ส. ถูกแขวนตำแหน่งนาน 3 ปี ขอถามสาเหตุจากต้นสังกัดแต่เพิกเฉย” โดยระบุว่า เมื่อ 3 ปีก่อน ได้รับมอบหมายงานให้จัดทำบัญชีแสดงหลักฐานในคดีจำนำข้าว ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ต้องหา ต่อมาตนเองตรวจสอบพบว่า ธ.ก.ส. สรุปวงเงินของโครงการจำนำข้าวที่แจ้งหนี้ไปยังองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ไม่ถูกต้อง จึงได้โต้แย้งและคัดค้านการแจ้งหนี้

จากนั้นมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงทั่วไป แต่หลังจากนั้นเพียง 1 วัน ธนาคารมีหนังสืออีกฉบับลงวันที่ 19 ก.พ.2559 ขอส่งตัว น.ส.ชญาดา จากฝ่ายนโยบายรัฐไปอยู่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ซึ่ง น.ส.ชญาดา มองว่า การสั่งย้ายตำแหน่งทั้งที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่ไม่ปกติและไม่เป็นธรรม

ต่อมา ธ.ก.ส. ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า ธนาคารมีหลักเกณฑ์ตรวจสอบอย่างรอบคอบ โดยการดำเนินการแต่ละปี บัญชีงบการเงินทั้งหมดจะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งที่ผ่านมา สตง. ไม่เคยมีข้อสังเกตใดๆ ขณะที่ความผิดปกติที่ น.ส.ชญาดา อ้างว่าพบในการทำสรุปวงเงินโครงการจำนำข้าว ธนาคารยืนยันว่าเป็นเพียงหนึ่งในขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งเมื่อพบความผิดพลาด ก็ได้สั่งการแก้ไขปรับปรุงตามขั้นตอนแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทุจริตภายในองค์กร

ส่วนกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง น.ส.ชญาดา นั้น ธ.ก.ส. ยืนยันว่า มีการตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 3 ชุด คือ 18 ก.พ. 2559 ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั่วไป 4 พ.ค. 2560 ตรวจสอบวินัย น.ส.ชญาดาเรื่องการขาดงาน-การมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และ 28 ก.พ. 2561 ตรวจสอบข้อเท็จจริงความผิดปกติในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งแต่ละชุดทำงานในประเด็นที่แตกต่างกัน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงตรวจสอบความผิดของ น.ส.ชญาดา

กระทั่งวันที่ 6 ส.ค.2561 ทาง ธ.ก.ส. สั่งลงโทษภาคทัณฑ์ น.ส.ชญาดา 1 ปี จากพฤติกรรมการเขียนข้อความไม่เหมาะสม โดยตำหนิดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา พนักงานผู้อื่นและธนาคาร และนำเอกสารข้อมูลของธนาคารที่ไม่ควรเผยแพร่ ไปนำเสนอในสังคมออนไลน์ ทำให้บุคคลอื่นแสดงความเห็นในลักษณะทำให้ธนาคารเสื่อมเสียชื่อเสียง