ผ่างบ 3 ล้านล้าน ประชานิยม “บิ๊กตู่” ก่อนเลือกตั้ง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ “สภาฝักถั่ว” ดังขึ้นอีกครั้ง

เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติ (สนช.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2561 มีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท โดยใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเศษ มีสมาชิกสนช.ผู้ทรงเกียรติ ลุกขึ้นยืนอภิปรายร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพียง 5 คนเท่านั้น

ร่างพ.ร.บ.งบปี 2562 เป็นพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับที่ 6 ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ มีอำนาจในการจัดสรรงบแบบม้วนเดียวจบ หลังนำกองทัพเข้าทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557

แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป คือ มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงเร็วสุดเดือนก.พ.2562 และช้าสุดไม่เกินเดือนพ.ค.2562

ก็เท่ากับว่าเงินก้อนโตที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อัดฉีดผ่านพ.ร.บ.งบปี 2562 จะเป็นหนึ่งในกระสุนนัดสำคัญที่จะมัดหัวใจมวลชน ก่อนที่วันเลือกตั้งจะมาถึง แม้ว่าล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จะยังไม่ประกาศท่าทีทางการเมืองออกมาก็ตาม

เมื่อพิจารณารายละเอียดและเนื้อหาสาระร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2562 จะพบว่างบหลายส่วนถูกจัดสรรไว้สำหรับทำโครงการ “ประชานิยม” เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง เพียงแต่แปลงโฉมเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “งบประชารัฐ-ไทยนิยม”

งบส่วนใหญ่อยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม 6.7 หมื่นล้านบาท หรือ 2.2% ของงบรายจ่ายรวม เช่น กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน 4 หมื่นล้านบาท

รัฐบาลยังจัดสรรงบปี 2562 เป็นเงินจ่ายขาดกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท สำหรับช่วยเหลือชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน ผ่านโครงการ “จำนำข้าวยุ้งฉาง”

ในจำนวนนี้เป็นเงินจ่ายขาดเพื่อช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ชาวนาอัตราไร่ละ 1,500 บาท แต่ไม่เกิน 12 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 1.8 หมื่นบาท เป็นเงินกว่า 5.77 หมื่นล้านบาท

งบช่วยเหลือชาวนาดังกล่าว ยังไม่รวมเงินนอกงบ ซึ่งรัฐบาลสั่งการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้ในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวของสถาบันเกษตรกร เป็นวงเงินสินเชื่อรวม 3.5 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 9.9 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น  3.3% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์สามารถดึงออกมาใช้ได้ในยามฉุกเฉินจำเป็น โดยไม่ต้องขออนุมัติโครงการจากสภาฯอีก

ในขณะที่งบ “กองทัพ” ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนๆ

กล่าวคือ เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบ ซึ่งจำแนกตามประเภทของงานจะพบว่า งบป้องกันประเทศ มีวงเงิน 2.24 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 7.5% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดนั้น ในจำนวนนี้เป็นงานกองทัพ 2.21 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 7.39% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

ด้านงบการรักษาความสงบภายในอยู่ที่ 1.92 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6.4% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดนั้น ในจำนวนนี้ เป็นงานตำรวจ 1.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 4.1% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

เทียบกับงบการสาธารณสุขที่มีวงเงิน 311,803 ล้านบาท คิดเป็น 10.4% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นงานโรงพยาบาล 126,731 ล้านบาท 4.2% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

ด้านงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป และโครงการพื้นฐานที่รัฐบาลกำลังผลักดัน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ เป็นต้น จะอยู่ภายในแผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ 1.1 แสนล้านบาท

ส่วนงบลงทุนก้อนใหญ่ๆ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 2 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา 2 แสนล้านบาท เป็นต้น จะเป็นโครงการร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) หรือการให้เอกชนเป็นผู้จ่ายเงินลงทุน แต่จะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆตามที่ภาครัฐกำหนด

เหล่านี้เป็นภาพรวมของพ.ร.บ.งบประมาณปี 2562 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้