“ไทย-จีน” ตั้งเป้าค้าขายแตะ 4.6 ล้านล้าน ภายใน 3 ปี

รมว.พาณิชย์ไทย-จีน ลงนามเอกสารยกระดับความสัมพันธ์ 7 ด้าน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 4.6 ล้านล้านบาทในปี 2564

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และคณะ ได้หารือร่วมกับนายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐของจีน โดยทั้งสองฝ่ายให้ความเห็นชอบเอกสารยกระดับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน และให้รมว.พาณิชย์ของทั้งสองประเทศลงนามเอกสารดังกล่าวร่วมกัน

สำหรับเอกสารดังกล่าว จะมุ่งยกระดับความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยและจีน 7 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการค้า จะร่วมมือกันเพื่อขยายการค้าให้บรรลุเป้าหมาย 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2564 ขณะที่ปี 2560 ไทยและจีน มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 73,670 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท

พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน China International Import Expo เป็นประจำทุกปี ส่งเสริมความร่วมมือการค้าสินค้าเกษตร และให้จัดประชุม JC เศรษฐกิจไทย-จีน และคณะทำงานสนับสนุนการค้าอย่างไร้อุปสรรคเป็นประจำ

2.ด้านอุตสาหกรรมและการลงทุน ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร อาหารเพื่ออนาคต และการบินและโลจิสติกส์

3.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เสริมสร้างความร่วมมือผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร โดยใช้เมืองนวัตกรรมอาหารของไทย (Food Innopolis) เป็นพื้นที่ในการทำวิจัยและพัฒนา เข้าร่วมโครงการสำรวจความร่วมมือด้านอวกาศของจีน ร่วมมือด้านการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์

4.ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) เทคโนโลยี 5G และการลงทุนในอุทยานดิจิทัลในไทย รวมถึงยกระดับความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งเคเบิ้ลใต้น้ำ และโครงข่ายใยแก้วนำแสง

5.ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้เงินบาทและเงินหยวนในการทำธุรกรรมทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ขยายความร่วมมือและส่งเสริมบริการทางการเงินสมัยใหม่ (Fintech)

6.ด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพรวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น การถ่ายทำภาพยนตร์ การบริการเรือข้ามฟาก และธุรกิจบริการน้ำพุร้อน

และ7.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ผ่านความร่วมมือภายใต้เขตเศรษฐกิจปากแม่น้ำจูเจียง (PPRD) กรอบความร่วมมือระหว่างมณฑลกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC) โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS)

“จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และเป็นนักลงทุนอันดับ 3 ของไทย ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้พัฒนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจกับจีนมาอย่างต่อเนื่อง และการที่ทั้งสองประเทศได้เห็นชอบการลงนามเอกสารยกระดับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีนครั้งนี้ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจนและต่อเนื่องต่อไป”นายสนธิรัตน์กล่าว

 




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ