ส่อง 2 ปัจจัยชี้ขาด หนุนส่ง “คิงพาวเวอร์” คว้าสัมปทาน “ดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ” อีก 10 ปี

ปิดขายซองเอกสารไปแล้ว เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา สำหรับการเปิดประมูล “งานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร หรือ “ดิวตี้ฟรี” ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี 6 เดือน หรือตั้งแต่ 28 ก.ย.2563-31 มี.ค.2574

ผลปรากฏว่ามีเอกชนเข้าซื้อซองเอกสารประมูลทั้งหมด 5 เจ้า ประกอบด้วย

1.บริษัท คิงพาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ของตระกูล “ศรีวัฒนประภา”

2.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เจ้าของห้างสรรพสินค้า “เซ็นทรัล” ของตระกูล “จิราธิวัฒน์”

3.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมและรีสอร์ททั่วโลก 510 แห่ง ร้านอาหารกว่า 2,200 สาขา และมีจุดจำหน่ายสินค้ากว่า 490 แห่งในประเทศไทย และอีก 61 ประเทศทั่วโลก

4.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสายการบิน “บางกอกแอร์เวย์ส” และสนามบินสมุย ของตระกูล “ปราสาททองโอสถ”

5.บริษัท รอยัลออคิด เชอราตัน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เจ้าของโรงแรมหรู 5 ดาว “รอยัล ออคิด เชอราตัน” ซึ่งมีบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่ 98.48%

ตามทีโออาร์ ทอท. มีกำหนดจะเปิดชี้แจงรายละเอียดงานเพิ่มเติมในวันที่ 22 เม.ย. ก่อนจะเปิดให้เอกชนยื่นซองข้อเสนอในวันที่ 22 พ.ค. และจะได้ผู้ชนะการประมูลในวันที่ 31 พ.ค.นี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าสัมปทาน “ดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ” เป็นขุมทรัพย์ใหญ่ ที่กลุ่มทุนค้าปลีกทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต่างก็หมายปองและต้องการเป็นเจ้าของ เนื่องด้วยยอดขายในพื้นที่สัมปทานดิวตี้ฟรีแห่งนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท/ปี

อีกทั้งได้มีการคาดการณ์ว่า หลังจาก ทอท.ลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ เฟสที่ 2-5 แล้วเสร็จในปี 2573 จะทำให้สนามบินแห่งนี้รองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็นปีละ 150 ล้านคน เทียบกับปี 2561 (ต.ค.2560-ก.ย.2561) ที่มีผู้โดยสาร  62.81 ล้านคน โดยเป็นชาวต่างชาติกว่า 51 ล้านคน

นั่นหมายความว่า กลุ่มทุนใดที่คว้าสัมปทานดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิไปครอบครองได้ มีโอกาสสร้างความร่ำรวยจากยอดขายที่อาจพุ่งเป็นแสนล้านบาทต่อปี ในช่วง 10 ปีจากนี้ไป และผู้ชนะคงเป็นใครไม่ได้ นอกจากกลุ่มคิงพาวเวอร์เจ้าเก่า 

เพราะหากพิจารณาจากรายชื่อเอกชน 5 รายที่ซื้อซองประมูล จะพบว่ากลุ่ม “คิงพาวเวอร์” ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเดิม มีความได้เปรียบคู่แข่งทุกเจ้า ทั้งในแง่ “ประสบการณ์” และในแง่ “สายสัมพันธ์”

ในแง่ “ประสบการณ์” นั้น กลุ่มคิงพาวเวอร์ ซึ่งได้บริหารร้านดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิมายาวนานเกินกว่า 10 ปี ย่อมมีข้อมูลและรู้จักธุรกิจนี้เป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับกลุ่มไมเนอร์ ,บริษัท การบินกรุงเทพฯ และบริษัท รอยัลออคิด เชอราตัน ซึ่งถือว่าเป็น “มือใหม่” ในธุรกิจร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบิน

หรือแม้แต่กับกลุ่ม “เซ็นทรัล” เอง แม้ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจค้าปลีก แต่ถือได้ว่ายังห่างชั้นจากกลุ่มคิงพาวเวอร์อยู่มาก เพราะกลุ่มเซ็นทรัลแพ้การประมูลดิวตี้ฟรีให้กับกลุ่มคิงพาวเวอร์มาแล้ว 2 ครั้งในรอบ 7 ปี

โดยในเดือนส.ค. 2555 กลุ่มเซ็นทรัล ส่งบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น เข้าประมูลดิวตี้ฟรีที่สนามบินดอนเมือง พื้นที่ 1,100 ตารางเมตร แต่พ่ายแพ้กลุ่มคิงพาวเวอร์อย่างขาดลอย ซึ่งขณะนั้นกลุ่มคิงพาวเวอร์ เสนอผลตอบแทนให้ทอท.เดือนละ 63 ล้านบาท ส่วนอันดับ 2 คือ กลุ่มเซ็นทรัล เสนอผลตอบแทนเพียงเดือนละ 40.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในการประมูลสัมปทานพื้นที่ดิวตี้ฟรีที่สนามบินอู่ตะเภา พื้นที่ 2,000 ตร.ม. เมื่อเดือนพ.ย.2561 ที่ผ่านมา

บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ยังคงคว้าสัมปทานดิวตี้ฟรีสนามบินอู่ตะเภา ระยะเวลา 10 ปี ไปครอบครองอีก โดยเอาชนะคู่แข่ง คือ บริษัท Central DFS Consortium (กลุ่มเซ็นทรัล) ,บริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี ยักษ์ดิวตี้ฟรีอันดับ 2 สองโลก และบริษัท บางกอก แอร์เวย์ส โฮลดิ้ง ไปได้ไม่ยากเย็นนัก

ครั้งนั้น กลุ่มคิงเพาเวอร์เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำรายปีให้ “กองทัพเรือ” เป็นเงิน 233 ล้านบาท เทียบกับกลุ่มล็อตเต้ที่เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำฯ 212 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มเซ็นทรัล เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำฯ 120 ล้านบาท และบางกอก แอร์เวย์ส เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำฯ 70 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าการประมูลดิวตี้ฟรี 2 ครั้งที่ผ่านมานั้น เมื่อถึงที่เด็ดทีขาดจริงๆ กลุ่มคิงเพาเวอร์ ก็พร้อมจ่ายค่าตอบแทนที่ “ดีกว่า” เพื่อเอาชนะคู่แข่ง

ที่สำคัญการประมูลดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิรอบนี้ ยักษ์ใหญ่ดิวตี้ฟรีระดับโลกอย่าง “ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี” ตัดสินใจไม่ซื้อซองประมูล อาจเท่ากับเป็นเปิดทางให้กับกลุ่มคิงพาวเวอร์ก็ว่าได้ แต่ยังต้องรอดูว่า “ล็อตเต้” จะเข้าร่วมประมูลในฐานะผู้ร่วมทุนฯกับเจ้าอื่นๆหรือไม่

ส่วนในแง่สายสัมพันธ์ คงไม่มีใครปฏิเสธถึงสายสัมพันธ์ที่ “แนบแน่น” ระหว่าง “คิงพาวเวอร์” ที่มีกับระดับบิ๊กๆใน “ทอท.” และ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ในรัฐบาลคสช. ซึ่งจะอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 2-3 เดือน จะเป็นกำลังภายในสำคัญ ที่ทำให้ “คิงพาวเวอร์” คว้าสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิไปครองอีก 10 ปี หลังหมดสัมปทานเดิมในเดือนก.ย.2563

โดยเฉพาะในช่วงการฟอร์มรัฐบาลใหม่ เสียง ส.ส. ของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “เนวิน ชิดชอบ” กุมบังเหียนใหญ่ มีความสำคัญยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การถ้อยทีถ้อยอาศัยกับ “เนวิน” ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับตระกูล “ศรีวัฒนประภา” และมีการ “พึ่งพาอาศัย” กันมานับตั้งแต่รุ่นพ่อ จนถึงรุ่นลูกอย่าง “อัยยวัฒน์ และพี่น้องศรีวัฒนประภา” เป็นสิ่งที่ คสช. ไม่อาจละเลยได้

และนั่นทำให้ “คิงพาวเวอร์” มีแต้มต่อมากกว่าคู่แข่ง แม้ว่าจะไม่มี “เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา” เป็นหัวเรือใหญ่คอยขับเคลื่อนกลุ่มคิงพาวเวอร์แล้วก็ตาม

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

ยิ่งไปดูหลักเกณฑ์การให้คะแนน ซึ่งทอท.ให้น้ำหนักในเรื่องการเสนอผลตอบแทนขั้นต่ำรายปีเพียง 20 คะแนน จาก 100 คะแนน เทียบกับคะแนนแผนการดำเนินงานที่อยู่ที่ 40 คะแนน คะแนนแผนธุรกิจที่อยู่ที่ 25 คะแนน และคะแนนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในเชิงธุรกิจที่อยู่ 15 คะแนน

ทำให้กลุ่มคิงพาวเวอร์ ซึ่งพร้อม “สู้ทุกราคา” อยู่แล้ว มีความได้เปรียบเพิ่มขึ้นอีก เพราะการให้คะแนน “แผนดำเนินการ” และ “แผนธุรกิจ” นั้น แม้ว่าจะมีหลักเกณฑ์กำกับอยู่ แต่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการคัดเลือกฯใช้ “ดุลพินิจ” อยู่มาก

ถึงบรรทัดนี้ฟันธงได้เลยว่า กลุ่ม “คิงพาวเวอร์” เจ้าเก่ารายเดิม จะชนะการประมูลสัมปทานดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิได้อย่างไม่พลิกความคาดหมาย




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ