52 เสียง “ประชาธิปัตย์” ยุค “จุรินทร์” จับตาชี้ขาด ร่วม “พลังประชารัฐ” ?

รายงานพิเศษ : วัดใจ จุรินทร์แม่ทัพ ปชป.” ชี้ขาด52 เสียงตัวแปร พลังประชารัฐตั้งรัฐบาล ?

ที่สุดแล้ว ชื่อ “‪จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ‬ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 ได้สำเร็จ เมื่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 15 พ.ค. โหวตยกมือสนับสนุนให้ “‪จุรินทร์‬” มาแทน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในสถานการณ์วัดใจจะเข้าร่วม “พลังประชารัฐ” ตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพราะกำลังรบในมือ “52 เสียง” ถึงจะต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. แต่มีความหมายมากพอที่จะเป็นอีกหนึ่งพรรค “ตัวแปร” ชี้ขาดในการรวม ส.ส.ให้พ้นเสียง “ปริ่มน้ำ” ไม่ว่า “‪จุรินทร์‬” จนขน 52 ส.ส.ไปรวมเสียงกับพรรคใด จะหมายถึง “เดิมพัน” ทางการเมืองของประชาธิปัตย์ที่สูงลิ่ว ต่ออนาคตข้างหน้ากับพรรคที่ชื่อว่ามีอายุยืนยาวมาถึง 73 ปี

การประกาศคำมั่นของ “‪จุรินทร์‬” ต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรค โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “นับจากนี้ต่อไปประชาธิปัตย์จะก้าวจากยุคอุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และล้นหลามในอดีตที่ผ่านมา จากนี้พวกเราจะร่วมมือร่วมใจกันก้าวเดินไปสู่ยุคอุดมการณ์ทันสมัยด้วยกัน และเราจะร่วมมือร่วมใจช่วยกันนำประชาธิปัตย์ ไปสู่ความเป็นหนึ่งทั้งร่วมกันเป็นหนึ่ง และก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่ง ในหัวใจของประชาชนตลอดไป” เป็นสัญญาณหนึ่งที่ออกมาว่า จากนี้ “ประชาธิปัตย์” จะรักษาจุดยืนอย่างไรต่อเส้นทางการ การ “เจรจา” ทุกขั้วทางการเมือง ในสถานการณ์รวมเสียงตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ จากวลีที่เด่นชัดในช่วงแสดงวิสัยทัศน์ที่ว่า “หมดยุคซุปเปอร์แมน ยุคต่อไปต้องเป็นยุคของแอดเวนเจอร์ ซุปเปอร์ฮีโร่ของพรรคต้องจับมือเป็นทีมแอดเวนเจอร์ประชาธิปัตย์ นำทัพเดินไปข้างหน้า นายกรณ์ นายอภิรักษ์ และนายพีระพันธ์ จะเป็นหนึ่งในทีมอะเวนเจอร์ของพรรค แต่แค่นี้ไม่พอเพราะวันนี้ประชาธิปัตย์เหลือแค่ 52 คน หัวหน้าพรรคต้องคิดทำอย่างไรให้เพิ่มจนมากกว่า 200 ในอนาคต ซึ่งมีคำตอบอยู่แล้วคือ ประชาธิปัตย์ต้องมีความเป็นเอกภาพ ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของทุกคน” ทำให้การเลือก “ทีม Avengers” ของ “จุรินทร์” ครั้งนี้ ต้องแบกรับความกดดันให้ต้องนำ “ประชาธิปัตย์” ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้าไปด้วย

โดยเฉพาะกระแส “เอกภาพ” ภายในพรรคที่ถูกฉุดรั้งจากหลายกลุ่มก้อนที่ยังมีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน ทำให้ใน “ยกแรก” ที่ “ทีม Avengers Aoodda” ต้องชี้ขาดในอนาคตทางการเมือง ไม่พ้นการรวมรวมความเห็นของทุกฝ่าย เพื่อลงมติว่าจะตัดสินใจเข้ารวมเสียงกับ “พลังประชารัฐ” เพื่อตั้งรัฐบาลหรือไม่ เมื่อล่าสุดเสียงพันธมิตร “พลังประชารัฐ” ถูกขยับขึ้นไปที่ “134 เสียง” จากการดึงพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยอีก 2 เก้าอี้ได้สำเร็จ ทำให้เพิ่ม “ดรีกรี” ไปที่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ต้องนัดประชุมเพื่อลงมติชี้ขาดว่าจะร่วมกับ “พลังประชารัฐ” หรือไม่ ก่อนการประชุมรัฐสภานัดแรก 24 พ.ค.

ขณะที่ “ไพศาล พืชมงคล” กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังออกมายอมรับผ่านการโพสต์ Paisal Puechmongkol ภายหลัง “จุรินทร์” เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ว่า “ผลการเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจผิดความคาดหมายของกระแสก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่า บารมีของคุณชวน คุณบัญญัติ คุณอภิสิทธิ์ และแกนนำพรรค ดั้งเดิม ยังสามัคคีแน่นแฟ้น และผลการเลือกตั้งนี้ อาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาลขั้วที่ 3 มีชีวิตชีวามากขึ้น ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ของก๊กพลังประชารัฐคงจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกมาก และทำให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ อาจไม่ถึงระดับผิวน้ำก็ได้”

กลายเป็นว่าท่าทีและสัญญาณที่ถูกส่งออกมา จากกระแสว่าแกนนำระดับผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ อยากให้พรรค รักษาจุดยืนทางการเมือง เพื่อคงสถานะจุดแข็ง “ขั้วที่ 3” ตอกย้ำสายสัมพันธ์ “ชวน-อภิสิทธิ์-จุรินทร์” ใน “จุดยืน” เดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะสิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ประกาศไว้ก่อนเลือกตั้ง 24 มี.ค. ที่ว่า “ชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ แน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจสร้างความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ ประเทศเสียหายมามากพอแล้ว” 

เมื่อมองไปถึงการประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จากสถานการณ์ “ศึกใน” ที่จะเกิดขึ้น ยังคงเห็นสภาพ “เสียงแตก” ต่อการตัดสินใจ เพราะอีกด้านจากกลุ่มอดีต ส.ส.ฝั่งแนวร่วม “กปปส.” ยังออกมากดดันอยากให้ “ประชาธิปัตย์” เปิดทางออกให้ประเทศ ไปร่วมงานกับ “พลังประชารัฐ” ยึดนโยบายที่หาเสียงไว้ โดยทิ้ง “เพื่อไทย” เป็นฝ่ายค้านในฐานะพรรคคู่แข่งที่เป็น “ปลาคนละน้ำ” ที่ไม่มีวันร่วมกันได้ ส่วนแกนนำพรรครวมถึงผู้สมัครคนรุ่นใหม่ ยังคงจุดยืนไม่เลือก “เผด็จการ” ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม เพื่อยึดมั่นจุดยืนที่ประกาศไว้ก่อนการเลือกตั้ง 24 มี.ค. ขีดเส้นใต้ไปที่หนึ่งในอุดมการณ์ที่ประชาธิปัตย์ประกาศไว้วันก่อตั้งพรรค 6 เม.ย.2489 ที่ระบุว่า  “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ” ทำให้ “ทางเลือก” ที่ประชาธิปัตย์มีในมือถึงนาทีนี้ ถูกกดดันอย่างหนักไม่ว่าจะเลือกร่วมกับ “ขั้ว” การเมืองใดก็ตาม

แน่นอนว่าก่อนที่ซีก “ภูมิใจไทย” จะกำหนดจุดยืนในวันที่ 20 พ.ค. ในฐานะพรรคการเมืองที่กุม “51 เสียง” แต่ “ประชาธิปัตย์” ยุค “จุรินทร์” จะต้อง “ชัดเจน” ว่า “52 เสียง” ในมือจะยกชี้ขาดให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หรือไม่ ท่ามกลาง “แรงเสียดทาน” ลูกใหญ่ที่ถาโถมกดดันบน “เดิมพัน” วิกฤติ “ขาลง” กับพรรคที่ชื่อว่ามีอายุยาวนานที่สุดถึง 73 ปี




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ