อ่านวิธีคิด “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เดิมพันใหญ่ 73 ปี “ประชาธิปัตย์”

เปิดใจแม่ทัพ “จุรินทร์” ในวัน “ประชาธิปัตย์” กุม “52 เสียง” บนทางสามแพร่ง

ท่ามกลางแรงกดดันถาโถมลูกใหญ่เข้าบีบ “ประชาธิปัตย์” ต่อการตัดสินใจเลือกขั้วทางการเมือง ภายหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ในยุคที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังรอท่าทีที่ชัดเจนจาก “52 เสียง” ประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำแม่ทัพคนใหม่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” กำลังถูกท้าทาย “จุดยืน” อนาคตประชาธิปัตย์ ว่าสุดท้ายแล้วจะเลือก “ปิดดีล” ในเส้นทางใดระหว่างขั้วอำนาจ “พลังประชารัฐ” กับ “เพื่อไทย” หรือ “สูตรใหม่” ในบริบทที่เอกภาพภายในพรรคกำลังถูกสั่นคลอน

“จุรินทร์” ให้สัมภาษณ์พิเศษเป็นครั้งแรกกับ “ไบรท์ ทีวี 20” ถึงทิศทางประชาธิปัตย์ ถูกแขวนไว้บนแรงกดดันที่มีอนาคตพรรค 73 ปีเป็นเดิมพัน !!

  • ที่ประกาศว่า “จุรินทร์ Avengers” จะมากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ ?

-เป้าหมายถึงได้พูดถึง “จุรินทร์ Avengers” ก็เพราะว่า การทำงานต่อไปนี้จะเก่งคนเดียวไม่ได้ และหมดยุคที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค จะพาพรรคไปได้ตลอดรอดฝั่ง จำเป็นต้องมีทีมที่มีศักยภาพมาร่วมทำงานด้วยกัน ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมทั้งบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ามาร่วมมือร่วมใจทำงานเป็นทีม จึงเป็นที่มาที่ผมเรียนในที่ประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า หมดยุคซุปเปอร์แมนแล้ว ต้องเข้าสู่ยุค Avengers หมายความว่าจะต้องมีซุปเปอร์ฮีโร่หลายๆ ตัว เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นทีม Avengers เพื่อจะพาให้พรรคประชาธิปัตย์ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เรื่องการทำงานแน่นอนว่า ประชาธิปัตย์จะต้องยืนหยัดในอุดมการณ์ เพราะอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อุดมการณ์เปรียบเสมือนรากแก้วของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ 73 ปี และจะอยู่ต่อไปชั่วฟ้าดินสลายคู่กับประเทศไทยผมมั่นใจว่าอย่างนั้น

“เรายังยืนยันในอุดมการณ์ 10 ข้อ ที่เป็นที่มาของประชาธิปัตย์ดั้งเดิม ตั้งแต่ 6 เม.ย.2489”

“อุดมการณ์ที่ว่าก็คือ อุดมการณ์ของความเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้คือสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนั้นต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ เรามีหัวหน้าพรรคมา 7 คนไม่มีใครมีมลทินเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริต หัวหน้าพรรคคนที่ 8 ก็ต้องไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งหมายถึงวันนี้ผมต้องมารับภาระนี้อยู่ ผมก็ไม่มีข้อยกเว้น ต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยผลประโยชน์ของประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะเป็นอุดการณ์สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์”

  • จาก 10 อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศไว้เมื่อก่อตั้งพรรค 6 เม.ย.2489 จะไม่ร่วมหรือสนับสนุนเผด็จการ วันนี้จุดยืนยังเป็นอย่างไร ?

-(ตอบทันที) ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เรายังยืนยันในอุดมการณ์ 10 ข้อ ที่เป็นที่มาของประชาธิปัตย์ดั้งเดิม ตั้งแต่ 6 เม.ย.2489

  • หนักใจหรือไม่เมื่อก้าวเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นขาลงของพรรคประชาธิปัตย์ ?

-ผมคิดว่าเป็นงานหนัก แต่ว่ารู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องรับภาระอะไรบ้าง อย่างน้อยการ จัดการภายในพรรค มาฟื้นฟูพรรคในทางการเมือง การเลือกตั้งที่ผ่านมาเราได้ผู้แทนน้อยลง จาก 150-160 คน ลงมาที่ 52 คน เป็นการบ้านข้อใหญ่ข้อหนึ่ง ถ้ามองในแง่ภูมิภาค การบ้านข้อใหญ่ในภาคอีสานก็เพิ่มมาอีก 4 ภาค ภาคเหนือที่มีผู้แทนคนเดียว กรุงเทพฯไม่มีผู้แทนเลย ภาคกลางเหลือแค่ 8 คน ส่วนภาคใต้ 50 คนเหลือ 22 คน การบ้านเชิงพื้นที่ก็เพิ่มจากข้อใหญ่ข้อหนึ่ง รวมมาอีก 4 ข้อกลายเป็น 5 ข้อ เราก็ทราบล่วงหน้า

“เมื่อเราเป็นพรรคขนาดกลางก็ต้องตัดสินไปตามสภาพความเป็นจริงว่า จะพิจารณาตัวเองอย่างไร”

“การตัดสินใจทางการเมืองเฉพาะหน้า หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินใจว่าร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วมรัฐบาลในครั้งนี้เท่านั้น ยังมีงานบริหารจัดการพรรค และการตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต ซึ่งเป็นภาระเฉพาะหน้าที่ต้องตัดสินใจ แต่ประชาธิปัตย์มีกฎระเบียบอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าหัวหน้าคนเดียวจะตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตรงนั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคการเมืองที่มีเจ้าของ หรือมีใครคนใดคนหนึ่งมาสั่งได้ หัวหน้าพรรคก็เป็นหนึ่งเสียงในบรรดาสมาชิกทั้งหมด”

แต่เราก็มีกลไกตัดสินอยู่แล้วว่าที่ประชุมร่วม ส.ส. 52 คนกับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจว่า จะเดินหน้าทางการเมืองอย่างไร จะไปเป็นรัฐบาลหรือจะไปเป็นอย่างอื่น หรือจะตัดสินใจอย่างไร เมื่อเวลาจะตัดสินใจแล้วเชื่อว่าไม่มีปัญหา ที่ประชุมพร้อมตัดสินใจ

  • 52 เสียงจะเป็นตังแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ได้วางแนวทางในการจับมือเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร ?

-ขึ้นอยู่กับที่ประชุมร่วม เราจะเป็นตัวแปรหรือไม่เป็นตัวแปร แต่เราก็ไม่ลืมตัวเองว่า วันนี้เรากลายเป็นพรรคขนาดกลาง เราไม่ได้เป็นพรรคขนาดใหญ่แล้ว พรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก็คงเป็นพรรคขนาดใหญ่ ว่าจะไปรวมเสียงกันอย่างไร เมื่อเราเป็นพรรคขนาดกลางก็ต้องตัดสินไปตามสภาพความเป็นจริงว่า จะพิจารณาตัวเองอย่างไร ในการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับที่ประชุมร่วม

  • จากข่าวที่เล็ดลอดออกว่า ภายในประชาธิปัตย์เสียงแตก ระหว่างฝั่งไม่สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ กับฝั่งที่ร่วมสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ?

-เป็นความเห็นหลากหลาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติกับพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ไม่ได้มีเฉพาะประชาธิปัตย์ ว่าทำไมคนหนึ่งเห็นอย่าง อีกคนหนึ่งเห็นอย่าง คนอาจจะเห็นอีกอย่าง อาจจะไม่ใช่แค่สองอาจเป็นสามสี่ห้า แต่กลไกที่เป็นวุฒิภาวะกับพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จะมีกลไกในการตัดสินจากที่ประชุมร่วม เมื่อถึงเวลาจะหลอมรวมความหลากหลายด้วยกัน และจะมีความเห็นเป็นหนึ่งเดียว เมื่อถึงวันนั้นและผมเชื่อว่าทุกฝ่ายยอมรับได้

“ส่วนหัวหน้าพรรคมีความเห็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ผมต้องสงวนไว้ ไม่ใช่ว่าผมไม่มีความเห็น หรือคิดอะไรไม่เป็นไม่ใช่นะครับ ท่านไม่ต้องกังวลผมคิดได้อะไรควรอะไรไม่ควร หรือพาพรรคไปตรงไหน แต่ว่าตรงไหนคือเวทีที่เหมาะสมที่ผมควรจะให้ความเห็น ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาร่วมกับเพื่อนสมาชิก ผมพร้อมจะพูดกันในที่ประชุม เพื่อให้ทุกอย่างออกไปด้วยความราบรื่นและเป็นหนึ่งเดียว”

  • กดดันหรือไม่ที่ก้าวเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในช่วงที่ประชาธิปัตย์เป็นขาลง จะกอบกู้ความเชื่อมั่นคืนมาอย่างไร ?

-ไม่กดดัน ผมอยู่ในเวทีการเมืองมายาวนานพอสมควร เป็นผู้แทนราษฎรมา 11 สมัย เป็นรัฐมนตรีมาหลายครั้ง หลายกระทรวง เป็นรัฐบาลมาหลายครั้ง เป็นประธานวิปรัฐบาลมาก็แล้ว ไม่พรรคก็ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคมาตั้งแต่ปี 2546 เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรกดดัน และทราบว่าจะต้องคลี่คลายสถานการณ์ในแต่ละเรื่อง ไปในทิศทางไหนอย่างไร

“เมื่อถึงเวลาจะหลอมรวมความหลากหลายด้วยกัน และจะมีความเห็นเป็นหนึ่งเดียว เมื่อถึงวันนั้น ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายยอมรับได้”

“แต่แน่นอนว่าเป็นงานหนัก มีการบ้านหลายข้อหลายมิติที่ประดังกันเข้ามา ที่ต้องตัดสินใจในช่วงระยะเวลาเดียวกัน แต่เพื่อนเพื่อนภายในพรรคทุกคนก็พร้อมให้ความร่วมมือ จะพาพรรคเดินไปข้างหน้าต่อไป ส่วนการตัดสินใจในอนาคตต้องรอเวลาที่สมควร”

  • จะนัดประชุมวันที่เท่าไหร่ ?

-สัปดาห์หน้าจะนัดประชุมกรรมการบริหารพรรค ถ้าได้รับการตอบรับจากคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว จากนั้นจะประชุม ส.ส. และเมื่อถึงเวลาที่จะพิจารณาตัดสินใจทางการเมืองก็จะประชุมร่วม เพราะเวลาบังคับอยู่แล้ว คงไม่พ้นสัปดาห์หน้าทั้งหมด แต่จะเป็นวันไหนอย่างไรจะเรียนให้ทราบ และขอขอบคุณคนไทยทั้งประเทศ อย่างน้อยที่สุดช่วยลงคะแนนเลือกประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่ไม่ลงคะแนนจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมคิดว่าท่านยังเป็นฐานสำคัญ เป็นบุคคลที่ประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญ ตั้งใจว่าจะเชิญชวนท่านทั้งหลายมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต

“การตัดสินใจข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจอย่างไหน ก็ทราบดีว่าจะมีผลกระทบไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง ไปซ้ายก็มีเสียงวิจารณ์อีกด้านหนึ่ง ไปขวาก็จะมีเสียงวิจารณ์ตามมาอย่างแน่นอน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าจะตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของประเทศ และประโยชน์ส่วนรวม”




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ