มองผ่านเลนส์ บอลไทย เวียดนาม : นัดแรกไม่เป็นไร นัดต่อไปต้อง..ดีกว่าเดิม

ภาพของเจ้าเช็ค “สุภโชค สารชาติ” ก้มลงพื้นหญ้าหน้าประตูฝั่งเวียดนาม ในนาทีสุดท้ายของการทดเวลาบาดเจ็บ ยังคงอยู่ในห้วงความรู้สึกของผมเองจน ณ เวลานี้ เพราะยังรู้สึก “เสียดาย” ไม่ต่างจากแฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ กับจังหวะจบสกอร์ที่ “ไม่จบ” …และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของดราม่า ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกกลุ่ม G โซนเอเชีย “นัดแรก” ที่ไทยเปิดบ้านเสมอกับเวียดนามไป 0-0 เมื่อช่วงหัวค่ำวานนี้ ที่สนามธรรมศาสตร์ รังสิต

บรรยากาศก่อนเริ่มเกมไม่กี่วัน ต้องบอกเลยว่า กระแสของแฟนบอลไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเฝ้าติดตามและรอคอยด้วยความหวังมากมาย ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนเฮดโค้ชอย่าง “นิชิโนะ” อดีตผู้จัดการทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อครั้งที่ผ่านมา แฟนๆก็คาดหวังเต็มเปี่ยมที่อยากเห็นทีมชาติไทยล้างแค้นเวียดนามให้ได้ หลังจากที่ต้องพ่ายแพ้คาบ้านไปอย่างน่าเจ็บใจในศึกชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นี่เองที่ย่อมจะสร้างความกดดันให้กับสมาคมฟุตบอลอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การคว้าตัวโค้ชคนเก่งอย่างนิชิโนะมา ก็พอจะทำให้แฟนบอลไทยดูมีรอยยิ้มได้บ้าง อันนี้สมาคมสอบผ่าน ส่วนเรื่องผลงานในอนาคตก็ต้องวัดกึ๋นกันอีกที

สุภโชค สารชาติ พลาดท้ายเกม

ซึ่งก็นำมาถึงการประกาศรายชื่อ 23 ผู้เล่นทีมชาติไทยครั้งแรก ภายใต้ยุคของเฮดโค้ชแดนปลาดิบ ที่สร้างความฮือฮาให้วงการเลยทีเดียว เมื่อเค้าเรียกตัวศูนย์หน้ามาเพียง 1 คนเท่านั้น คือ ศุภชัย ใจเด็ด โดยตำแหน่งที่นิชิโนะเรียกมาติดทีมมากที่สุด คือผู้เล่นแดนกลาง ซึ่งแน่นอนว่า สตาร์เจลีก อย่างเจ้าเจ “ชนาธิป สรงกระสินธุ์” และเจ้านิว “ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์” อยู่ในลิสต์แบบไม่ต้องเดา ..แต่ความน่าสนใจก็มีตามมาเช่นกัน เมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่เป็นดาวเด่นในไทยลีก พาเหรดกันเข้าแคมป์มาพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็น เอกนิษฐ์ ปัญญา,ศิวกรณ์ เตียตระกูล,ชินภัทร์ ลีเอาะ จากสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เป็นต้น

การเล่นเมื่อวานนี้ ต้องบอกเลยว่า รูปเกมของไทยหลังจากศึกคิงส์คัพมานั้น เห็นได้เลยว่านัดนี้ “ทรงดี”กันทั้งทีม ทั้งตัวผู้เล่นและรูปแบบการทำเกม เมื่อครึ่งแรกนั้น ไทยเป็นฝ่ายครองเกมและบุกมากกว่าอย่างชัดเจน แต่เกมรับของเวียดนามชุดนี้ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ยากต่อการเจาะพื้นที่อันตรายจริงๆ เพราะพวกเค้าเล่นด้วยกันจนเข้าขามากว่า 2 ปี ส่วนของทีมไทยเองประสบปัญหาภายในทีมมานาน ทั้งเรื่องการเปลี่ยนโค้ชบ้าง เรื่องผู้เล่นคนสำคัญบาดเจ็บบ้าง แนวทางการทำทีมบ้าง การเตรียมทีมจึงเหมือนเริ่มใหม่กันหมด เล่นได้ขนาดนี้ ก็ต้องชื่นชมจริงๆ ต่อความมุ่งมั่นของนักเตะไทย

ไทย พบ เวียดนาม

อีกประเด็นที่เป็นไฮไลท์แห่งความดราม่า คือ จังหวะที่แฟนบอลเห็นว่าสุภโชคหวงบอลเกินไปหรือไม่ เพราะหลายๆจังหวะควรส่งแต่ไม่ส่ง เก็บบอลไว้กับตัวเองมากจนทำให้เสียบอลไป โดยเฉพาะช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้ายที่เจ้าเช็คได้โอกาสหลุดจากผู้รักษาประตูเวียดนาม (ดัง วาน ลัม) ไปแล้ว ชนาธิปวิ่งมาเติมตรงบริเวณเขตโทษโล่งๆ แต่ไม่จ่าย เลือกหักเข้ากลางแล้วยิงเอง แต่ติดบล็อกกองหลังเวียดนาม แล้วกรรมการก็เป่านกหวีดหมดเวลาทันที …ในความคิดเห็นของผมเอง ก็ต้องบอกเลยว่า ไม่ควรโทษสุภโชคคนเดียวครับ เพราะสัญชาติญาณนักฟุตบอล จังหวะแบบนั้น มันสามารถที่จะเลือกยิงได้ แต่เมื่อเลือกยิงแล้วผิดพลาด ไม่เป็นประตู ก็ไม่ควรไปตำหนิให้เจ้าเช็คเป็น “แพะ” เพราะหลายๆจังหวะเขาก็ขยันวิ่งและเล่นได้ดี ช่วยทีมเติมเกม ประสานงานฝั่งซ้ายกับรุ่นพี่อย่างเจ้าอุ้ม ธีรธร ได้เนียนตาพอสมควร ในความเห็นผมคือ “เรายังซ้อมน้อย” เชื่อว่า ถ้าชุดนี้เล่นด้วยกันมากกว่านี้ บวกกับกึ๋นของนิชิโนะ อนาคตอันใกล้ ไทยจะแข็งแกร่งมากขึ้นแน่นอน

นิริโนะ ขอบคุณแฟนบอล

สิ่งที่แฟนบอลควรจะโฟกัสมากที่สุดตอนนี้ ต้องให้กำลังใจนักเตะทีมชาติไทยทุกๆคนให้มากๆครับ เกมในนัดหน้า ที่จะต้องบุกไปเยือนสนามเสนายัน กับทีมชาติอินโดนิเซียนั้น เป็นสิ่งที่น่าหนักใจมากกว่า (หากเรื่องอุทธรณ์ฟีฟ่าไม่ทัน กรณีแฟนบอลอิเหนาก่อความวุ่นวายในเกมแรกกับมาเลเซีย) เพราะการไปเล่นในบ้านอินโดนีเซียนั้น “ไม่ง่าย” โดยเฉพาะแฟนบอลเจ้าถิ่นที่อาจสร้างความกดดันให้นักเตะได้ …เอาเข้าจริงๆแล้ว ในความเห็น “กลุ่มจี” ที่ทีมส่วนใหญ่คืออาเซียนด้วยกันนั้น ต่างก็ เห็นๆกัน รู้ๆกัน เจอกันบ่อย เมื่อทัวร์นาเม้นต์สำคัญเวียนมาบรรจบ ทุกทีมก็ไม่เคยยอมกัน นี่แหละที่ทำให้สถานการณ์ของกลุ่มนี้ กลัวมากๆเลยครับ ที่อาจจะได้ตัดแต้มกันเองแบบหวาดเสียวในช่วงนัดท้ายๆของรอบคัดเลือก

ภาพรวมหลังจบเกมนัดแรกไปแล้ว แม้จะน่าเสียดายมากๆกับ 3 แต้มที่ไทยเก็บไม่ได้ แต่ความหวังยังไม่หมด ยังเชื่อในคุณภาพของนักเตะไทยเมื่อเทียบกับคู่ต่อสู้ ว่าเรายังสามารถ “เอาชนะได้” ขอแค่สร้างจังหวะจบสกอร์ให้มากขึ้น เพรชซิ่งคู่ต่อสู้มากขึ้น คีย์แมนสำคัญอย่างชนาธิปสร้างสรรค์เกมให้เพื่อนร่วมทีมได้สม่ำเสมอ แม้จะไม่มี “หน้าเป้า” แต่ทุกตัวสามารถเป็นหน้าเป้าได้ในจังหวะนาทีทอง …เพียงเท่านี้เองครับ ผมเชื่อลึกๆ ว่านัดหน้า รอยยิ้มของคนไทยที่กลับมาแน่นอน!

“นาซ่าบ้าบอล” BrightToday