SCB EIC ชี้ผลเลือกตั้งสหรัฐ ไม่เปลี่ยนทิศทางสงครามการค้า

SCB EIC เผยผลการเลือกตั้งสหรัฐ ไม่ได้ทำให้สงครามการค้าสหรัฐ-จีนลดความเสี่ยงลง เตือนผู้ส่งออกไทยรับมือผลกระทบปีหน้า พร้อมระบุสหรัฐเสี่ยงเกิด “government shutdown”

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) บทวิเคราะห์ เรื่อง “2018 US midterm election : เลือกตั้งกลางเทอม นัยต่อนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ” โดยระบุว่า ผลเลือกตั้งเบื้องต้น พรรคเดโมแครตคว้าชัยและครองที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร 223 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคสังกัดของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ 197 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม พรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันได้ 51 ที่นั่ง ส่วนพรรคเดโมแครตได้ 46 คนที่นั่ง (รวมสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง) ทำให้สภาคองเกรสในอีก 2 ปีข้างหน้า อยู่ในสภาวะที่ประธานาธิบดีกับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มาจากพรรคเดียวกัน

“ผลการเลือกตั้งที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาจากคนละพรรค ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาด ทำให้ตลาดการเงินโลกในภาพรวมตอบสนองในเชิงบวก โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปิดตลาดอ่อนค่าเล็กน้อย 0.12% สำหรับเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเคลื่อนไหวแข็งค่าเล็กน้อยมาอยู่ที่ราว 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ”

SCB EIC ประเมินว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมไม่ได้ส่งผลต่อนโยบายการค้าของสหรัฐโดยตรงเนื่องจากนโยบายการค้าเป็นอำนาจพิเศษของประธานาธิบดี แม้ว่าพรรครีพับลิกันจะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรให้แก่พรรคเดโมแครต

“นโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าเป็นอำนาจของประธานาธิบดีโดยตรง ซึ่งปัจจุบันการใช้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1947) และมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้าสหรัฐฯ (Trade Expansion Act of 1962) ประธานาธิบดีสามารถออกคำสั่งพิเศษได้โดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากสภาคองเกรส ทำให้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์และนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนภายหลังการเลือกตั้ง”

ดังนั้น ประเด็นความเสี่ยงสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนยังคงมีแนวโน้มที่จะรุนแรงยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากเห็นว่ามาตรการกีดกันทางการค้าส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์อาจมีท่าทีลดความรุนแรงลง เนื่องจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในระยะถัดไปมีแนวโน้มกระทบหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคในสัดส่วนที่สูงกว่าการขึ้นภาษีในรอบที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งของสหรัฐดังกล่าว จะทำให้การออกร่างกฎหมายใหม่มีแนวโน้มยืดเยื้อและใช้เวลาในการเจรจา รวมถึงเพิ่มความเสี่ยง government shutdown ในระยะต่อไป และฝ่ายบริหารมีแนวโน้มออกคำสั่งพิเศษโดยไม่ผ่านสภาคองเกรสมากขึ้น เมื่อพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ทำให้กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมีโอกาสถูกปัดตกในวุฒิสภาสูงขึ้น

“การออกกฎหมายภายหลังการเลือกตั้งจะมีแนวโน้มต้องใช้การประนีประนอมกันในสภาคองเกรสมากขึ้น ซึ่งหากพรรครีพับลิกันต้องการให้ร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎรอาจต้องแลกกับการยอมแก้ไขรายละเอียดบางส่วนหรือให้ร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคเดโมแครตผ่านความเห็นชอบในวุฒิสภา เป็นไปในแนวทางคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่จะส่งผลให้การผ่านร่างกฎหมายใหม่ในสภาคองเกรสมีความล่าช้ากว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา”

นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการใช้คำสั่งพิเศษสั่งการหน่วยงานรัฐโดยตรงภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารที่ไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม บางนโยบายที่ยังคงต้องผ่านสภาคองเกรสมีแนวโน้มใช้เวลานานขึ้นและมีความไม่แน่นอน เช่น นโยบายการปฏิรูปภาษี และงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีจะต้องทำงานหนักขึ้นในการล็อบบี้นโยบายต่างๆ หากต้องการให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร

 

สำหรับนโยบายการปฏิรูปภาษี (tax reform 2.0) เป็นนโยบายที่เสนอโดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งเน้นเรื่องขยายการลดภาษีบุคคลธรรมดาและเพิ่มค่าลดหย่อนเพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยในรายละเอียดพรรครีพับลิกันต้องการให้การลดภาษีนั้นเป็นการลดแบบถาวร (จากเดิมที่ลดภาษีจนถึงปี 2025 สำหรับ the Tax Cuts and Jobs Act of 2017) แต่พรรคเดโมแครตมีท่าทีไม่สนับสนุนการลดภาษีเป็นการถาวร การออกนโยบายภาษีส่วนเพิ่มนี้จึงอาจพบอุปสรรคในการผ่านร่างกฎหมายในสภาคองเกรส

ด้านงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ มีความเสี่ยงที่สภาคองเกรสจะไม่สามารถตกลงงบประมาณกับฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีได้ตามกำหนดเวลาจนนำไปสู่การปิดทำการของหน่วยงานรัฐฯ (government shutdown) ซึ่งรวมถึงประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ (US debt ceiling) ในปี 2019 ด้วย

SCB EIC ยังระบุว่า พรรคเดโมแครตจะหาทางตรวจสอบประธานาธิบดีมากขึ้น แต่ความเสี่ยงต่อประเด็นการถอดถอนประธานาธิบดีมีความเป็นไปได้ต่ำในทางปฏิบัติ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากมีแนวโน้มตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนประธานาธิบดี โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการหลบเลี่ยงภาษี และการมีส่วนรู้เห็นกับรัสเซียเพื่อเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในปี 2016

อย่างไรก็ดี กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะต้องให้สภาผู้แทนราษฎรโหวตสนับสนุนการถอดถอนเกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด จากนั้นส่งเรื่องให้วุฒิสภาโหวตเห็นชอบอย่างน้อย 2 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ตราบใดที่พรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาและไม่ให้ความร่วมมือ ความเสี่ยงการถอดถอนประธานาธิบดีจะต่ำและมีเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ แม้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งครองเสียงส่วนใหญ่โดยพรรคเดโมแครตจะเสนอญัตติถอดถอนประธานาธิบดีก็ตาม

ขณะที่นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนยังคงมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกต่อเนื่องในปี 2019 การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ายังคงเป็นอำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากไทยมีห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้ากับจีนโดยเฉพาะในหลายหมวดสินค้า เช่น พลาสติก ยางพารา แผงวงจรไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ฯลฯ

“หากเศรษฐกิจจีนเริ่มมีการชะลอตัวจะทำให้การส่งออกไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการชะลอของเศรษฐกิจจีนซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนไร้ข้อสรุป มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติมและการตอบโต้จากจีนจะยังคงมีอยู่ ธุรกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และจีนจำเป็นต้องติดตามทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง” บทวิเคราะห์ SCB EIC ระบุ



แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ