“สนธิรัตน์” ชู “อีคอมเมิร์ซ” แก้เหลื่อมล้ำศก. สานต่อ “ไฮสปีดเชื่อมมาเลย์”

“สนธิรัตน์” ชูนโยบาย “อีคอมเมิร์ซ” แก้ความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจ พร้อมสานต่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาล “บิ๊กตู่” เดินหน้ารถไฟความเร็วสูงเชื่อมมาเลเซีย-สร้างถนนเลียบอ่าว “ไทยแลนด์ริเวียร่า” ปลุก “เอสเอ็มอีไทย” ค้าขายทั่วโลก

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ “ไบรท์ทีวีออนไลน์” ถึงแนวนโยบายของพรรค พปชร.ที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ว่า จะเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน ตอบโจทย์ในการนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า สร้างความแข็งแรงให้กับสังคม สร้างความยั่งยืนในระยะยาว และทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

“นโยบายจะต้องอยู่ในกรอบนี้ ตอนนี้ทีมนโยบายของพรรคกำลังทำนโยบายอยู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา และด้านสังคม ส่วนจะเป็นอย่างไร เราอยู่ระหว่างการกลั่นกรอง และทำไว้มากพอสมควรแล้ว ซึ่งนโยบายบางอัน เรากำลังใช้วิธีการตรวจสอบว่า ในทางปฏิบัตินั้น ถ้าจะปฏิบัติให้ได้ผล จะต้องทำอย่างไร”นายสนธิรัตน์กล่าว

นายสนธิรัตน์ ระบุว่า หากได้เป็นรัฐบาลพรรคมีนโยบายหลายเรื่องที่จะทำ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นั้น พปชร.มีนโยบายที่จะเปลี่ยนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเล็กๆให้ทันโลก ทันต่อการเปลี่ยนโลกการค้ายุคใหม่ ส่วนนโยบายด้านการศึกษาก็ต้องปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะการทำให้คนที่ศึกษาระดับปริญญาตรีจบออกมาแล้วมีงานทำ

“เราจะเปลี่ยนนโยบายการศึกษา อย่างระดับปริญญาตรี จบมาไม่มีงานทำ เราก็ต้องเปลี่ยนนโยบาย เช่น เราจะสร้างระบบการศึกษาแบบผสม ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อที่จะให้จบปริญญาตรี แต่ต้องเรียนเพื่อให้มีโอกาสได้ทำงานด้วย หรือแม้แต่ผู้ที่เรียนในระดับอาชีวะศึกษาเอง ซึ่งมีความต้องการสูงมาก เราจะส่งเสริมให้เขามีงานทำตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ”

ส่วนนโยบายเกี่ยวกับสินค้าเกษตรและการช่วยเหลือเกษตรกร นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ในระยะสั้น คือ 1-2 ปีแรก การช่วยเหลือค่าครองชีพให้เกษตรกรยังต้องมีอยู่ เพราะถือเป็นการช่วยเหลือตามแนวทางของรัฐสวัสดิการ เพื่อทำให้คนที่ยากลำบากอยู่รอดให้ได้ แต่เมื่อช่วยเหลือแล้ว วิธีของรัฐบาลที่ดี คือ ไม่ใช่ช่วยเหลือด้วยการให้อย่างเดียว แต่ต้องทำให้พ้นจากความลำบาก แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่ความแข็งแรง

“เราจะไม่ได้ช่วยเหลืออย่างเดียว เราจะช่วยเหลือและทำให้เขาแข็งแรงขึ้น และพ้นจากความลำบาก ไปสู่การช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งปีแรกๆคงต้องมีการช่วยเหลืออย่างนี้อยู่ แต่ไม่ได้ช่วยเหลือด้วยเงื่อนไขนี้ตลอดไป”

ทั้งนี้ พปชร. มีแนวนโยบายที่จะยกระดับสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยมุ่งแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะหากผลิตสินค้าเกษตรแล้วขายในรูปสินค้าโภคภัณฑ์ จะพบว่าต้นทุนการผลิตของเราสู้ไม่ได้ ผลผลิตต่อไร่ก็สู้ไม่ได้ และคุณภาพที่ออกมาบางครั้งไม่ตรงกับความต้องการของตลาด

“อันที่หนึ่งเราต้องพัฒนาตัวเราขึ้นมา คือ เราจะอยู่เฉพาะการขายสินค้าโภคภัณฑ์อย่างนี้ไม่ได้ สอง เราต้องรู้ตลาดที่แท้จริงว่าแข็งเรื่องอะไร และจะไปตลาดไหน ที่ผ่านมาเราปลูกข้าวให้เป็นข้าว แต่เราไม่รู้ว่าตลาดมันพัฒนาไปอย่างไร ซึ่งเราต้องมาปรับปรุงตั้งแต่พื้นฐาน แต่หัวใจที่ใหญ่มาก คือ หากเรายังขายผลิตทางการเกษตร เป็นเพียงวัตถุดิบ ตัวนี้เป็นสิ่งที่เราต้องก้าวข้ามให้ได้ ต้องก้าวข้ามไปสู่การแปรรูป”

นายสนธิรัตน์ อธิบายว่า สินค้าเกษตรของไทยจะต้องก้าวข้ามไปไปเป็นไบโอโปรดักส์ คือ เอามาแปรรูป ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้มีแนวคิดที่จะลดการปลูกยางพาราแล้วเปลี่ยนไปปลูกโกโก้ คำถามคือ ถ้าจะปลูกโกโก้ เพื่อขายโกโก้เป็นวัตถุดิบ อย่างนี้จนเหมือนเดิม ต้องคิดใหม่ว่า ถ้าจะปลูกโกโก้ เราต้องคิดถึงการแปรรูปเป็นช็อกโกแลต ต้องคิดไปถึงตรงนั้น แล้วค่อยมาคิดถึงการผลิตโกโก้ ราคาก็จะไม่ถูกกด

ในด้านนโยบายการรักษาพยาบาลนั้น แน่นอนว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ยังต้องทำต่อ แต่เราจะแก้ปัญหาของเดิม โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการ เพื่อให้ระบบสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะยาว เพราะบางครั้งนโยบายบางอย่าง เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องมีสิ่งที่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและต่อยอด ซึ่งพปชร.มีวิธีการที่จะทำให้เกิดสิ่งดีๆในเรื่องระบบรักษาพยาบาลของประเทศไทย

ขณะที่นโยบายด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น นายสนธิรัตน์ ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ทำไว้ดีมาก หากพรรค พปชร.ได้เป็นรัฐบาล จะเข้ามาสานต่อให้เสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งจะลงทุนโครงการใหม่ด้วย เช่น รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพ-หัวหิน-มาเลเซีย ,โครงการไทยไทยแลนด์ริเวียร่า ซึ่งเป็นโครงการสร้างถนนเลียบอ่าวไทย ยาวตั้งแต่กรุงเทพ-สมุทรปราการ-สมุทรสาคร-เพชรบุรี-หัวหิน เป็นต้น

“ผมว่าประเทศเปลี่ยนเยอะ ยกตัวอย่างเช่น เรามีรถไฟฟ้าในกรุงเทพไม่รู้กี่สิบสาย มีรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-หนองคาย มีมอเตอร์เวย์ และมีรถไฟความเร็วสูงในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอีก 2-3 เส้น นี่คือนโยบายที่เราต้องสานต่อ รวมถึงรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-หัวหิน และยาวถึงมาเลเซีย ส่วนไทยแลนด์ริเวียร่า ซึ่งเหมือนกับริเวียร่าในฝรั่งเศส เราต้องเดินต่อ เพราะถนนเลียบอ่าวจะเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวด้านใน”

ส่วนแนวนโยบายการบริหารเศรษฐกิจมหภาคนั้น นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า พปชร. จะรักษาโมเมนตัมของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้เติบโตทุกปีต่อไป รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และทำให้การส่งออกของไทยเติบโตต่อเนื่อง

“วันนี้โลกเปลี่ยน การสร้างความเข้มแข็งภายในอย่างเดียวไม่ได้ มันจะต้องอยู่บนกระแสโลกด้วย ยกตัวอย่างเช่น นโยบายของพรรคเรา จะทำให้เอสเอ็มอีออกไปค้าขายกับนอกประเทศ ไม่ใช่อยู่แค่ในประเทศ เพราะค้าขายในประเทศอย่างเดียวก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะวันนี้โลกมันเปลี่ยน คนข้างนอกต้องมาหาเขา เขาต้องปรับโดยการออกไปข้างนอกด้วย เพราะโลกไม่มีพรมแดน เราต้องปรับคนของเรา”

เมื่อถามถึงการลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีช่องว่างมากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะการเข้ามาของ “ดิจิทัลไรเซชั่น” หากจะลดความเหลื่อมล้ำฯ ก็จะต้องทำให้คนที่อยู่ข้างล่างเท่าทันกับดิจิทัลไรเซชั่น ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้

“ความเหลื่อมล้ำในอดีตไม่มีทางแก้ แต่ความเหลื่อมล้ำในอนาคตจะมีทางแก้ โดย “อีคอมเมิร์ซ” จะเป็นตัวแก้ความเหลื่อมล้ำ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คนตัวเล็กสามารถเข้าสู่ตลาดได้ ก็จะมีความสามารถเท่ากับตัวใหญ่ ตัวนี้จึงเป็นนโยบายของ พปชร. ที่จะทำให้คนตัวเล็กติดอาวุธในการใช้เทคโนโลยี 4.0 และอีคอมเมิร์ซ ซึ่งที่ผ่านมามีการพิสูจน์แล้วว่าความเหลื่อมล้ำฯจะแก้ได้ด้วยเทคโนโลยี”

นายสนธิรัตน์ กล่าวถึงปัญหากลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอำนาจผูกขาดในระบบเศรษฐกิจไทย ว่า หากคนตัวเล็กรวมตัวกันได้เมื่อไหร่ แล้วสินค้าของคนตัวเล็กถูกพัฒนา และมีการเชื่อมโยงสู่ตลาดได้เมื่อไหร่ คนตัวใหญ่จะไม่มีความหมายเลย เพราะมันตัดคนกลางออกไป

“ถ้าร้านโชห่วยเข้ามาเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งตอนนี้มี 3-4 หมื่นแห่ง แล้วขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ สินค้าจากเดิมมีไม่กี่สิบรายการจะกลายเป็นหมื่นรายการ ใครสั่งซื้อเสื้อผ้า ซื้อเครื่องประดับ หรือซื้ออะไรก็ได้ หรือให้ร้านธงฟ้าฯจะรับสินค้าชุมชน แล้วเอาไปขายไปทั่วประเทศก็ยังได้ ถ้าทำอย่างนี้โชห่วยเล็กๆไม่ตายแล้ว แล้วร้านเล็กๆเหล่านี้จะสู้กับร้านใหญ่ๆได้ และมีต้นทุนต่ำกว่าด้วย ยืนยันว่าทำได้แน่นอน”

นายสนธิรัตน์ กล่าวด้วยว่า “พรรค พปชร. ยังมีนโยบายไม้เด็ดจะพูดตอนโค้งสุดท้าย และมั่นใจว่ามีทีเด็ดเหนือกว่าพรรคอื่น โดย พปชร.จะขายพรรคด้วยนโยบาย ส่วนนโยบายอะไรที่รัฐบาลชุดเดิมทำอยู่ อะไรที่ดี และเป็นประโยชน์ เราจะสืบสานต่อไป”



แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ