“กรณ์” มั่นใจ “ประชาธิปัตย์” กวาด ส.ส.มากกว่า “พลังประชารัฐ”

“กรณ์” เชื่อ “ปชป.” รักษาฐานเสียงเมืองหลวงได้แน่ ลั่นพร้อมสู้ “พรรคสุเทพ” แย่งคะแนนภาคใต้ โวกวาดส.ส.มากกว่า “พปชร.” ฉะรัฐบาลหวังโกยความนิยม จ้องอัดโปรแจกปชช.ก่อนเลือกตั้ง คาดส่ง “มาร์ค” ขึ้นบัญชีนายกฯชัดเจนชื่อเดียว 

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการ “ทุบประเด็น” ทางสถานีโทรทัศน์ไบรท์ทีวีช่อง 20 ว่า สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามที่มีข่าวออกมาว่าพรรคจะส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรรประชาธิปัตย์เพียงคนเดียวนั้น ก็คิดว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีมีความชัดเจนและพร้อมสนับสนุน โดยไม่ต้องมีชื่อที่ 2 และ 3 แต่ต้องรอการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อมีมติออกมาเพื่อให้ประชาชนได้เห็น ขณะที่ความคืบหน้าการส่งผู้สมัครส.ส.ใกล้แล้วเสร็จ เชื่อว่าจะพิจารณาทั้ง 350 เขตใน 2-3 วันนี้ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯนั้น จะแข่งขันกันอย่างเข้มข้นแน่นอน ด้วยพรรคการเมืองที่มีมากขึ้นและทุกคะแนนจะมีค่าจริงๆ โดยเชื่อว่าประชาชนจะให้โอกาสผู้ที่เป็นอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อย และจะรักษาฐานที่มั่นในเมืองหลวงได้

“ขณะที่การแยกตัวไปตั้งพรรคการเมืองของนายสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าคะแนนเสียงจะกระทบไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้จะมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในหลายเขตพื้นที่ จึงต้องเตรียมตัวสู้อย่างเต็มที่เพราะทุกคะแนนมีค่า เป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผู้สมัครทุกเขตจึงต้องไปชนกับผู้สมัครของพรรคนายสุเทพแน่นอน ซึ่งต่างกับการแยกตัวออกมาจากพรรคเพื่อไทยเพื่อมาตั้งพรรคไทยรักษาชาตินั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์เพราะเห็นชัดว่าจะไม่ส่งส.ส.ทับกัน”นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าทางเลือกของประเทศ ไม่ได้มีแค่พรรคที่มีประวัติการใช้เผด็จการในรัฐสภา หรือพรรคที่อิงกับฝ่ายทหาร เพราะต้องมีทางเลือกที่ดีกว่านั้นโดยมีแนวที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ ส่วนผลการเลือกตั้งจะกำหนดโดยประชาชน แต่เมื่อมีคู่แข่งใหม่ขึ้นมาซึ่งมีอำนาจรัฐในปัจจุบันมีความได้เปรียบอยู่เต็มมือ อาทิ การมีมาตรา 44 แต่คิดว่าคู่แข่งใหม่ไม่ได้แข็งแรงกว่า เพราะเชื่อว่าสุดท้ายแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะมีส.ส.มากกว่าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) จากคะแนนนิยมที่พรรคประชาธิปัตย์มี ถึงแม้จะมีโครงการบัตรสวัสดิการแก่งรัฐขึ้นมา ก็ต้องพิสูจน์ด้วยประชาชนมีใจให้กับใคร ส่วนโครงการบ้านล้านหลังนั้นเป็นนโยบายที่ดี แต่ชื่อที่ตั้งเป็นการสร้างความหวือหวา แต่ช่วงเวลาการออกนโยบายนั้นเพื่อคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้ง แต่จะแปลเป็นคะแนนเสียงหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กัน ถึงแม้หลายคนชอบนโยบายและจะเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯก็มีจำนวนเท่าไหร่ ถึงยังไม่มีประโยชน์จะมาคิดว่าสูตรการตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร และคงไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมาก

“ความเข้มข้นการต่อสู้พรรคเพื่อไทยก็ไม่ลดลง เพียงแต่ว่ามีความเข้มข้นกับพรรคอื่นที่ในอดีตไม่มี เรียกได้ว่าเป็นศึก 3 เส้า ส่วนตัวคิดว่าการไปตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะต้องตัดสินใจแบบนั้น เพราะตั้งแต่มาทำงานการเมืองก็แข่งมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอุดมการณ์ยังแตกต่างกันเหมือนเดิม ส่วนตัวคิดว่าถ้าจะต้องไปตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะเป็นเรื่องที่ไม่สบายใจแล้วหนักใจอย่างมาก”นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่สถานการณ์หรือความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยขณะนี้ถือว่าแย่มากๆ จากความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สิน หากมองสัดส่วนการถือครองที่ดินก็เห็นอย่างชัดเจน หรือว่าเป็นความแตกต่างของรายได้ 10% บนและ 10% ล่างที่ต่างกัน 10 กว่าเท่า ทำให้ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาหลัก และประเทศเติบโตล้าหลังเท่าที่ควร เพราะระบบการเมืองปัจจุบันทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำมากกว่าการเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นต้องมีการกระจายอำนาจทุกมิติ โดยพรรคจะเสรอการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระจายอำนาจและงบประมาณจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น ส่วนที่บางพรรคการเมืองบอกว่าประเทศสิ้นหวังนั้น เชื่อว่าประเทศไม่เคยสิ้นหวังเพียงแต่เราไม่ได้พัฒนาไปยังศักยภาพที่มี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะทางการเมืองและระบบราชการ เป็นปัจจัยในการถ่วงการพัฒนาของประเทศ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจที่จะมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ จากการขาดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม

“สำหรับประเทศหลังการเลือกตั้งนั้น ทางการเมืองเชื่อว่าจะดีขึ้นเพราะจะมีสภาฯที่มีฝ่ายค้าน รัฐบาลจะมีความเกรงใจกติกาและประชาชนมากขึ้น จึงอย่ากังวลว่าจะวุ่นวาย เนื่องจากธรรมชาติในระบบประชาธิปไตยมีความวุ่นวายในตัวเองอยู่แล้ว แต่ผมยังเชื่อในระบบว่าจะได้รัฐบาลดีขึ้น”นายกรณ์ กล่าว




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ