พรรคการเมือง” หนุนรื้อระบบประกันสุขภาพใหม่

เสวนา “หลักประกันสุขภาพ” ภาคปชช.หนุนรัฐบาลชุดใหม่ รวม 3 กองทุน-ปรับระบบซื้อยา ด้าน “พรรคการเมือง” เห็นด้วยปรับมาตรฐานการรักษา

11 ม.ค.62-ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ มูลนิธิมิตรภาพบำบัด ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดเสวนาหัวข้อ “มองไปข้างหน้า : พรรคการเมืองกับการสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทกคน” เนื่องในโอกาสการจัดงานรำลึก 11 ปี นพ.สงวน นิตยารัมพงศ์ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกงานหลักประกันสุขภาพของไทย

นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบันมีความไม่เท่าเทียม มีความเหลื่อมล้ำ กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้หน่วยบริการ และให้สิทธิแก่ข้าราชการมากกว่าผู้ป่วยที่เป็นคนทั่วไป อยากฝากถึงพรรคการเมืองต่างๆที่จะต้องการเข้ามาบริหารประเทศว่าต้องการเห็นการรวม 3 กองทุนในระบบประกันสุขภาพเป็นกองทุนเดียว และทำเป็นระบบสวัสดิการ รวมถึงการซื้อยาควรทำรวมเป็นกองเดียว โดยนำคนดีมีฝีมือในการทำงานด้านระบบหลักประกันสุขภาพมาดำเนินการซื้อยารวมของประเทศ เพราะการแยกซื้อยาในแต่ละระบบมีราคาไม่เท่ากัน แต่ถ้าซื้อรวมเป็นกองเดียวกันได้ จะทำให้มีการต่อราคาได้มากที่สุดได้ 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความท้าทายในอนาคตของระบบประกันสุขภาพ เป็นเรื่องระบบการเงินการคลังยังมีปัญหา การจัดสรรงบประมาณไม่ได้เป็นไปตามที่สปสช.คิดว่ามีความจำเป็น จึงต้องปรับปรุงกติกาการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุข และปรับให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลหรือคุณภาพของยาในทุกระบบมีความเท่าเทียมกัน ขณะที่ประกันสังคม มองว่าคนที่อยู่ในระบบนี้คือคนที่เสีย 2 ต่อ คือเสียภาษีเพื่อให้รัฐมีเงินมาดูแลระบบของคนทั้งประเทศอยู่แล้ว รวมถึงยังเสียเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ดังนั้นอยากนำเสนอว่าควรเปิดโอกาสให้คนในระบบกองทุนประกันสังคมได้ตัดสินใจว่าเขาอยากอยู่ในระบบนี้ต่อหรือไม่ หรือถ้าไม่อยากจะเสียเงินสมทบ ก็สามารถออกมาอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้

“ต้องปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ โดยจะนำฐานข้อมูลรวมของประเทศ รวมถึงเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องรอคิวนาน ได้รับการจ่ายยาที่เหมาะสม รวมถึงการส่งต่อผู้ป่วยมีความราบรื่น การดูแลในกรณีฉุกเฉินเป็นไปด้วยดี และต้องขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลโดยต้องปรับปรุงการบริหารจัดการ การบริหารเงินควรเป็นอำนาจของโรงพยาบาลมากขึ้น  รวมถึงต้องเชื่อมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่ง 2 ส่วนนี้ต้องทำงานในเชิงรุกไปดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยตามบ้าน รวมถึงดึงคลีนิกเอกชนมาร่วมบริหารจัดการด้านบริการสาธารณสุข”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ เพื่อทำให้ทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง จึงต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานทั้งหมดโดยต้องกระจายอำนาจให้โรงพยาบาล ต้องมีการคุ้มครองดูแลการทำงานของบุคลากร การจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ การใช้ฐานข้อมูลรวมและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาด้วยจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และประชาชนได้รับประโยชน์ ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไม่ต้องรอคิวยาวและสามารถเลือกแพทย์มารักษาได้ด้วย

ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายและต้องตอบโจทย์ประชาชน เริ่มจากเรื่องการรับสิทธิ จากที่มีจำนวนบุคลากรผู้ให้บริการเพียงพอหรือไม่ การให้บริการด้านสาธารณสุขต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ปรับเปลี่ยน และยกระดับระบบประกันสุขภาพและให้ได้มาตรฐานจริง รวมถึงต้องขับเคลื่อนการทำให้เกิดสุขภาพดีในทุกช่วงวัย ขณะนี้กำลังเดินหน้าการจัดระเบียบให้ 3 กองทุนนี้มีเหตุมีผล ให้ทุกกองทุนเหมือนกัน ขยายสิทธิประโยชน์ รวมถึงเราจะสานต่อเรื่องการรักษาปฐมภูมิและหมอครอบครัว เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล รวมถึงใช้เทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนในการติดต่อหรือให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโดยไม่ต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง 

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า หากมองในทางการเมืองในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า คิดว่าเป็นการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่เดินในเส้นทางการเมือง ได้เดินไปข้างหน้าได้อย่างง่าย แม้ว่าปัจจุบันสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ใช่สิทธิถ้วนหน้าที่แท้จริง แต่พรรคอนาคตใหม่อยากเห็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริง โดยสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต้องโตในอัตราที่น้อยลง แล้วมาเพิ่มสิทธิในส่วนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และให้มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน หากทำแบบนี้ได้ก็จะถือว่าเป็นประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้าอย่างแท้จริง โดยอนาคตใหม่มองว่าต้องยกระดับด้านบริการทางการแพทย์ ผ่าน 3 ช่องทาง 1.เพิ่มอัตราจำนวน อสม. และเพิ่มความรู้ยกระดับการทำงานเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ 2.ยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และ 3.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ ยุติระบบราชการรวมศูนย์  ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้โรงพยาบาลมีอำนาจในการจัดการและบริหารตัวเองได้มากขึ้น

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ ระบุว่า หากจะทำให้ประชานได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน จะต้องปรับเปลี่ยนให้กองทุนประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน ตั้งแต่สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องมียอดเงินมากขึ้น ครอบคลุมการคุ้มครองอย่างรอบด้าน แต่จะให้เหมือนกันเลยทีเดียว คงทำไม่ได้ เพราะอาจจะกระทบต่อหลักการสำคัญของระบบได้ โดยต้องจัดความสัมพันธ์ในการทำงานของ สปสช.กับกระทรวงสาธารณสุข ผ่านการลงนามทีโออาร์โดยที่กระทรวงสาธารณสุขต้องให้อำนาจ และเพิ่มงบประมาณให้กับ สปสช. เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการบริการที่รวดเร็ว และเสมอภาค




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ