มอง “อภิสิทธิ์” บนขั้วอำนาจ “ทางสามแพร่ง”

รายงานพิเศษ : ศึกใหญ่ “ประชาธิปัตย์” แต้มเดิมพัน “อภิสิทธิ์” บนทางสามแพร่ง 

คลิปเสียงที่สะเทือนไปทั้งกระดานการเมืองวันที่ 10 มี.ค. เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาประกาศจุดยืน “ไม่” สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. พร้อมทุบโต๊ะประกาศ “ไม่เข้าร่วม” กับ “เพื่อไทย” กลายเป็นท่าทีที่ชัดเจนของฝั่งประชาธิปัตย์ เพื่อปัดข้อครหา “แทงกั๊ก” บน 3 ขั้วอำนาจที่เตรียมชี้ชะตาอนาคตประเทศ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เป็นแรงส่งไปถึง “พลังประชารัฐ” และ “เพื่อไทย” โดยมี “อนาคตใหม่” เข้ามาผสมโรงรุมถล่มในจุดยืนของ “ประชาธิปัตย์” ต่อการประกาศตัวของ “อภิสิทธิ์” ที่สลัดจากขั้วขัดแย้งจากปีกที่ตั้งธงเลือก “ประยุทธ์” และ “ทักษิณ” ฉีกตัวให้ประชาธิปัตย์เป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” ในวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งเป็นสถานการณ์เลือกตั้งที่ไม่แค่กดดันประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ส่ง “แรงบีบ” ไปถึง “อภิสิทธิ์” ต้องพาลูกพรรคชนะเลือกตั้งเป็นครั้งแรกให้ได้ ภายหลังเข้ามานั่งเป็นผู้นำพรรคเมื่อ 14 ปีที่แล้ว

เพราะข้อครหาจาก “วรงค์ เดชกิจวิกรม” และ “อลงกรณ์ พลบุตร” อดีตผู้ท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในครั้งการจัดไพรมารีโหวตหัวหน้าพรรคคนใหม่ ยังพุ่งเป้าไปที่ประเด็นการนำพรรคชนะเลือกตั้งของอภิสิทธิ์ที่เป็นศูนย์ จะเป็น “ชนัก” ติดหลังไปถึงวันประกาศผลเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. เพราะหากผลการเลือกตั้งและการหยั่งเสียงร่วมรัฐบาลไม่สำเร็จ หมายถึงแรงเสียดทานภายในประชาธิปัตย์จะเกิด “คลื่นใต้น้ำ” ลูกใหญ่ เพื่อกดดันให้ “อภิสิทธิ์” ออกมาแสดงความรับผิดชอบทางใดทางหนึ่งแน่นอน

เมื่อประชาธิปัตย์เล่มเกม “ตีกรรเชียง” ออกจาก 2 ขั้วพลังประชารัฐและเพื่อไทย ในทางหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาธิปัตย์ได้เล่นบท “พรรคขั้วกลาง” ซึ่งเป็นบทบาทเดียวที่ “ชาติไทยฯ” เคยถือความได้เปรียบเพื่อร่วมตั้งรัฐบาลมาแล้ว แต่เมื่อบริบททางการเมืองถูกเปลี่ยน ด้วยจำนวนพรรคการเมืองที่มากกว่าเดิม หรือปัจจัยตัวเลขส.ส.หลังการเลือกตั้งของประชาธิปัตย์ ทั้งหมดจะเป็นตัว “ชี้วัด” ว่า “อภิสิทธิ์” จะมีตัวเลขส.ส.ในมือเพื่อต่อรองพรรคการเมืองอื่นจัดตั้งรัฐบาลได้แค่ไหน บนเงื่อนไขที่เคยประกาศแล้วว่าไม่เอา “ประยุทธ์-ทักษิณ” 

เมื่อมองไปที่การจัดตั้งรัฐบาล “สมการแรก” หาก “เพื่อไทย” กลายเป็นพรรคเสียงข้างมาก และเดินสายไปรวมเสียงพรรคการเมืองที่ประกาศตัว “ไม่เอา” ประยุทธ์ได้เกิน 376 เสียงขึ้นไป หมายความว่าเพื่อไทยจะถือ “อำนาจเต็ม” จัดตั้งรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จ ทิ้งขั้วพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ให้เป็นฝ่ายค้านทันที แต่ถ้าเสียง “เพื่อไทย” ยังไม่เกินกึ่งหนึ่งในสภา ก็หมายความว่า “ประชาธิปัตย์” หรือ “พลังประชารัฐ” ที่ได้เสียงมาเป็นอัน 1 หรือ 2 จะเข้ามาเป็น “ตัวแปร” จัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน ท่ามกลางวาทกรรมต่อต้านสืบทอดอำนาจที่จะดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อกดดัน “เงื่อนไข” ที่อภิสิทธิ์เคยประกาศไม่เอา “ประยุทธ์”

จึงเป็นสถานการณ์ “วัดใจ” ประชาธิปัตย์ต่อการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะอีกทางหนึ่งจากตัวเลข “250 ส.ว.” จะเป็น “ต้นทุนพิเศษ” ให้พลังประชารัฐ ในสภาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะความทับซ้อนการคัดเลือกส.ว. ในหมวกใบที่ “ประยุทธ์” ยังสวมอยู่ใน “องคาพยพ” เดียวกับ “คสช.” ยังเป็นหมวกใบเดียวที่ “ประยุทธ์” ได้รับสิทธิถูก “โหวต” เป็นนายกฯ จากอำนาจพิเศษในมือของ 250 ส.ว.เช่นกัน

หรือ “สมการ” ที่ว่าหากพลังประชารัฐได้เสียงส.ส. น้อยกว่าประชาธิปัตย์ หมายความว่า “อภิสิทธิ์” จะถือไพ่เหนือกว่าพลังประชารัฐ เพื่อเป็นแนวร่วมไปรวบรวมเสียงพรรคขนาดกลาง อาทิ ภูมิใจไทย ชาติไทยฯ ชาติพัฒนา รวมจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขไม่มีชื่อ “บิ๊กตู่” เข้ามาท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ด้วยเท่านั้น เพื่อปล่อยให้ประชาธิปัตย์เสนอ “อภิสิทธิ์” เข้าไปสู้กับการ “หยั่งเสียง” จากฝั่ง “เพื่อไทย” ที่จะไปไล่ประกบเสียงจากพรรคอนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ หรือพรรคเพื่อชาติด้วย

เมื่อ “อภิสิทธิ์” ออกมากำหนด “สถานะ” ประชาธิปัตย์ครั้งนี้ แต่ด้วย 2 เงื่อนไขชัดเจนที่ว่าไม่เอา “ประยุทธ์-ทักษิณ” จะเป็นแรงบีบให้ “ประชาธิปัตย์” อยู่บนสถานการณ์ “ใจนักเลง” หลังเลือกตั้ง เมื่อวลี “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ต่อการตัดสินใจบน “เงื่อนไข” พิเศษ จะถูกนำมาต่อรอง-ตีความการตั้งรัฐบาลถึงจุดใด

เมื่อแต้มเดิมพัน “อภิสิทธิ์” สูงกว่าการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง เพราะทุกย่างก้าวจากนี้หมายถึงอนาคตตัวเองถูกกำหนดไว้บน “ทางสามแพร่ง” ทั้งสิ้น




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ