“แรงเสียดทาน” ผ่าน 24 มี.ค. จุดเปลี่ยนชี้วัดอนาคตประเทศ

รายงานพิเศษ : มองจุดเปลี่ยนหลัง 24 มี.ค. ระเบิดเวลาชี้ชะตาประเทศ 

กลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญในวันเลือกตั้งล่วงหน้า 17 มี.ค.2562 มีสถิติคนไทยเข้ามาใช้สิทธิมากถึง 86.98 % จากผู้มาขอใช้สิทธิลงทะเบียนที่ 2.6 ล้านคน เป็นสัญญาณ “ตื่นตัว” จากความต้องการใช้สิทธิก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ 24 มี.ค. ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ทางการเมือง โดยมีอนาคตประเทศรอตัดสินอยู่ข้างหน้า

ถึงนาทีนี้ไม่ใช่แค่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่หลายพรรคกำลังเร่งทำคะแนนทางตรงก่อนถึงเส้นชัย 24 มี.ค. โดยเฉพาะท่าทีจากแคนดิเดตนายกฯ หลายพรรคได้ประกาศทิ้ง “ไพ่ใบสุดท้าย” เพื่อวางเดิมพันทางการเมืองภายหลังผลคะแนนประกาศเสร็จสิ้น 

: เวทีปราศรัยพรรคพลังประชารัฐ
  • “เพื่อไทย” มั่นใจเสียงไม่เอา “ประยุทธ์” 

จาก 3 ขั้วอำนาจหลัก “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ” ถูกคาดการณ์จะไปแย่งเสียงข้างมากในสภาเพื่อเลือกนายกฯ โดยมีพรรค “ขนาดกลาง” ตั้งแต่อนาคตใหม่ ภูมิใจไทย ชาติไทย ชาติพัฒนา จะเป็น “ตัวแปร” สำคัญต่อการรวบรวมเสียงให้ทั้ง 3 กั๊ก ซึ่งอนาคตใหม่ชัดเจนแล้วว่าจะไม่จับมือกับ “พลังประชารัฐ” ไม่ว่าจะอยู่บนเงื่อนไขใด ขณะที่ “ประชาธิปัตย์” ขั้วสำคัญยังเลือกอยู่บนทางสามแพร่ง ถึงแม้ในจุดยืน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ประกาศไม่เอา “เพื่อไทย-ประยุทธ์” แต่ยังไม่ตอบชัดว่าจะร่วมกับ “พลังประชารัฐ” หรือไม่ ส่วน “เพื่อไทย” ได้ทุบโต๊ะชัดเจนไม่เอาทั้ง “พลังประชารัฐ-ประชาธิปัตย์” เพราะมั่นใจว่า เสียงจากพรรคแนวร่วมที่ไม่เอา “ประยุทธ์” จะเพียงพอต่อการฝ่า 2 ขั้วอำนาจขึ้นมาตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ถึงแม้ “ไทยรักษาชาติ” จะหมดอนาคตไปแล้วก็ตาม

  • จับตานาทีต่อรองพรรคร่วมรัฐบาล

ทำให้เชื่อได้ว่าภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง 17.00 น. วันที่ 24 มี.ค.ยาวไปจนถึงช่วงเช้าวันที่ 25 มี.ค. จะเป็นนาทีแห่งการ “แลกเปลี่ยน-ต่อรอง” จากผลเลือกตั้งที่เริ่มเห็นหน้าตาในหลายพื้นที่ ซึ่งทุกคะแนนเสียงจะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคการเมืองใดจะถือไพ่ในมือนำไปใช้ต่อรองได้มากกว่ากัน เพราะอย่าลืมจากตัวเลข 250 ส.ว. ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็น “ต้นทุนพิเศษ” ให้พลังประชารัฐ จะเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ต้องกรุยทางเข้าไปตั้งรัฐบาล ถ้า “เพื่อไทย” รวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นไม่มากพอกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา 750 เสียง(รวม ส.ว.250 คน) หมายความว่าเพื่อไทยจะ “เสียเปรียบ” พรรคที่ได้เสียงมาเป็นอันดับ 1 หรือ 2 ทันที ทำให้เสียงในมือพรรคการเมืองที่ “แทงกั๊ก” ไว้ ก็พร้อมจะสวิงไปพรรคเสียงข้างมากได้ทุกเมื่อ 

: อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

หรืออาจจะได้เห็นสมการ “พลังประชารัฐ-ประชาธิปัตย์” จับมือกันบนเงื่อนไขไม่มี “ประยุทธ์” โดยพลิกเกมให้พลังประชารัฐช่วยดัน “อภิสิทธิ์” ขึ้นเป็นนายกฯ เพื่อดับกระแสต่อต้าน “ประยุทธ์” กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาล บีบ “เพื่อไทย” และเครือข่ายไปเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในทางกลับกันหาก “ประชาธิปัตย์” กวาดเสียงส.ส.ในสภาไม่มากพอเพื่อหยั่งเสียงเลือก “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯได้ อาจได้เห็นประชาธิปัตย์กลับมาในบทฝ่ายค้านอีกครั้ง 

กระทั่งการคิดไปถึงสูตร ส.ว.250 คนเข้ามาร่วมโหวตให้ “ประยุทธ์” และ “พลังประชารัฐ” ได้เป็นรัฐบาลก็จริง แต่ฝั่ง “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้สะเทือนไปถึงการบริหารรัฐบาลของพลังประชารัฐ จะถูกสั่งคลอนทุกครั้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะไม่มีเสียงส.ว.ช่วยยกมือ “ไว้วางใจ” ได้

: ประชาชนที่ จ.แพร่เดินขบวนประกาศร่วมโหวตโน
  • “โหวตโน” ตัวแปรสำคัญรวมเสียงเปิดสภา

สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ให้อำนาจเสียง “โหวตโน” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อ “ไทยรักษาชาติ” หายไปจากกระดานหาเสียง จนมีกระแสว่าบางพื้นที่ที่ไม่มีผู้สมัครจากเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ กำลังถูกปลุกเร้าให้ฐานเสียงของทั้งสองพรรคพลิกเกมไปร่วมกา “โหวตโน” แทน ดังนั้นพื้นที่ใดเจอพิษเสียง “โหวตโน” มากกว่าคะแนนผู้สมัครส.ส.ที่มาเป็นอันดับ 1 พื้นที่นั้นต้องจัดให้เลือกตั้งใหม่ภายใน 30 วันโดยผู้สมัครส.ส.ทุกคนที่อยู่ในเขตนั้นต้อง “หมดสิทธิ์” กลับมาสมัครใหม่ไปด้วย จึงเท่ากับว่าหาก “โหวตโน” ครั้งนี้หากมีมากกว่า 20 เขตขึ้นไป เสียงของส.ส.จะไม่เพียงพอเปิดประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯในการประชุมครั้งแรก ก็จะไปเข้าล็อครัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องเลือกนายกฯ ภายในกี่วัน ก็หมายความว่า “รัฐบาล คสช.” จะคงในอำนาจไปจนกว่า สภาจะเลือกนายกฯคนใหม่ได้สำเร็จ

: ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
  • เสียง ส.ว.ชี้ขาดนายกฯ คนที่ 30 

แต่เมื่อเสียงส.ส.ครบตามกำหนดเปิดสภาเพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่ได้ จะยังเข้าเงื่อนไข 250 ส.ว.ที่มีอยู่ในมือ คสช.จะโหวต “สวนทาง” ขั้วพรรคการเมืองที่รวมเสียงได้เกิน 376 เสียงขึ้นไปหรือไม่ เพราะหากเสียงโหวตจาก 250 ส.ว. ย้อนแย้งกับเจตนาของประชาชนที่เลือกส.ส.เข้ามาซึ่งพ่วงมากับ “แคนดิเดตนายกฯ” ในบัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น จะไปเข้าเงื่อนไขวิกฤตความขัดแย้งรอบใหม่กลางสภาให้กลับมาปะทุอีกครั้ง

เพราะชื่ออย่าง “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เบอร์ 1 นายกฯ เพื่อไทย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าประชาธิปัตย์ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ตัวแทนพลังประชารัฐ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จากปีกอนาคตใหม่ “เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าเสรีรวมไทย “กัญจนา ศิลปอาชา” หัวหน้าชาติไทยฯ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” จากชาติพัฒนา หรือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย คนกลุ่มนี้จะเป็นว่าที่ “นายกฯ คนที่ 30” ท่ามกลางการชิงอำนาจที่มีเดิมพันสูงสุดกว่าทุกการเลือกตั้ง

: แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
  • เก็บหลักฐานเตรียมร้องหลังเลือกตั้ง

ทว่าจากกระแสต้องการเปลี่ยนหน้ารัฐบาลก่อนหน้านี้ ต่อแรงคัดค้านการ “สืบทอดอำนาจ” จากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวางกลไกทางกฎหมายไว้อย่างแยบยลในหลายมาตรา จนหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็น “กับดัก” ที่รอไว้ “เชือด” ฝ่ายตรงข้าม ผ่านช่องทางร้องเรียน เตรียมฟ้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ” ทุกเมื่อ

ทั้งหมดจึงเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เมื่อ “สูตร” ที่ถูกเซตไว้ ยังรอผลของคะแนนเสียงภายหลัง 24 มี.ค. โดยมี “ระเบิดเวลา” ความขัดแย้ง ถูกนำไปผูกบนเงื่อนไขการแย่งชิงอำนาจหลังเลือกตั้ง จนสุดท้ายอาจนำไปสู่สูตรการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ได้ทั้งสิ้น






แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ