ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก “ทักษิณ” 3 ปี คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์

ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก “ทักษิณ” 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ผิดป.อาญา ม.152

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. เวลา 14.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อายุ 70 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152

และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรืออละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมาอาญา มาตรา 157

ในกรณีที่นายทักษิณ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้เห็นชอบให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือเอ็กซิมแบงก์ อนุมัติปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอัตรา 3% ต่อปี วงเงิน 4,000 ล้านบาท ให้กับรัฐบาลพม่า เพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า (เมียนมา) ซึ่งดอกเบี้ยนั้นต่ำกว่าราคาต้นทุนของเอ็กซิมแบงก์ เพื่อหวังประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียม เนื่องจากเป็นการสั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชินแซทเทอร์ไลท์ฯ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร

ทั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษาฯ ได้ดำเนินการไต่สวนพยานของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นโจทก์ โดยไม่มีตัวจำเลย และพยานจำเลยมานำสืบหักล้างต่อสู้คดีแต่อย่างใด องค์คณะผู้พิพากษาจึงพิพากษาว่า นายทักษิณ จำเลย มีความผิดตามมาตรา 152 ให้จำคุกเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ออกหมายจับจำเลยมาบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ต่อไป

สำหรับคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2551 องค์คณะฯได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อม.3/2551 และนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อจะสอบคำให้การนายทักษิณ ในวันที่ 16 ก.ย.2551 แต่ปรากฏว่าขณะนั้นนายทักษิณ ไม่มาศาลเนื่องจากหลบหนีไปต่างประเทศในคดีอื่นแล้ว องค์คณะฯจึงมีคำสั่งออกหมายจับให้ติดตามตัวนายทักษิณมาดำเนินคดีนับตั้งแต่นั้น

กระทั่งปี 2561 ป.ป.ช.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯให้นำคดีดังกล่าว ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เนื่องจากนายทักษิณ จำเลย หลบหนีไปพำนักต่างประเทศ ขึ้นพิจารณาใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย หลังจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 ออกมาบังคับใช้ ซึ่งในมาตรา 28 บัญญัติสาระสำคัญว่า “ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตาม มาตรา 27

และศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่มาศาล และมีการออกหมายจับจำเลยแล้วยังไม่สามารถจับจำเลยได้ภายใน 3 เดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้ และไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะมาต่อสู้คดีเมื่อใดก็ได้ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา

ต่อมาวันที่ 4 ก.ค.2561 องค์คณะได้พิจารณาคดีครั้งแรกนี้ใหม่ โดยนายทักษิณจำเลย ไม่แต่งตั้งผู้ใดรับมอบอำนาจมาศาลแทน เมื่อนัดพิจารณาครั้งแรก นายทักษิณ จำเลย ไม่มาศาล ศาลถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ตาม วิ อม. มาตรา 33 (บัญญัติว่าในวันพิจารณาครั้งแรก ในกรณีที่จำเลยมิได้มาศาล ในวันพิจารณาครั้งแรกไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

ปัจจุบัน นายทักษิณมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาฯ และเป็นคดีที่อยู่ดำเนินการไต่สวนโดยไม่มีตัวจำเลยตามกฎหมายใหม่ 3 คดี ได้แก่

1.คดีหมายเลขดำ อม.9/2551 กล่าวหาเห็นชอบออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและมือถือเป็นภาษีสรรสามิตเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท

2.คดีหมายเลขดำ อม.3/2555 กล่าวหาร่วมผู้บริหารธนาคาร-เอกชนทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยฯ ให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร กว่า 9.9 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 คดีอัยการสูงสุดยื่นฟ้องเมื่อปี 2551 และ 2555

3.คดีหมายเลขดำ อม.1/2551 ที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องตั้งแต่ 2551 กล่าวหาร่วมกลุ่มรัฐมนตรีในรัฐบาลออกนโยบายออกสลากเลขท้าย 3 และ 2 ตัว (หวยบนดิน) โดยมิชอบ




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ