รับแล้ว! “ไอ้อ้น” มือยิงยกครัวครูนาฏศิลป์ อ้างโมโหเสียงดนตรี-หมาเห่า

ความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่เข้าบุกจับ นายพันปกรณ์ สุวรรณฤทธิ์ หรือ “ไอ้อ้น” ได้ภายในบ้านพักที่ จ.สตูล หลังก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงครูนาฏศิลป์ยกครัวอย่างโหดเหี้ยม แม้ว่าผู้ที่ถูกยิงจะร้องขอความเมตตาแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา สุดท้ายเจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 1 เดือนสามารถจับกุมได้ตั้งแต่ช่วงเช้าวานนี้ ก่อนนำตัวไปสอบสวนที่สถานีภูธรมะนัง จ.สตูล โดยผู้ต้องหาให้การว่า ไม่ได้แค้นเคืองเรื่องหมาเห่าเสียงดังตามตกเป็นข่าว แต่ที่ลงมือยิงเพราะเรื่องส่วนตัว ล่าสุด กองบังคับการตำรวจภูธร จ.ภูเก็ต นำตัว “ไอ้อ้น” มาสอบสวนเพิ่มเติมและตรวจสารเสพติด สุดท้ายเจ้าตัวให้การรับสารภาพหมดเปลือกว่า ที่ทำลงไปเพราะเกิดบันดาลโทสะทั้งเสียงสุนัขเห่าและเสียงการซ้อมดนตรี

วันนี้ (26 พ.ค.61) พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ภูเก็ต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.ภูเก็ต นำตัว นายพันปกรณ์ สุวรรณฤทธิ์ หรือ “ไอ้อ้น” อายุ 36 ปี ผู้ต้องหามาสอบสวนและตรวจปัสาวะหาสารเสพติดทันที หลังใช้อาวุธปืนพกสั้นขนาด .45 ยิงครอบครัวครูสอนนาฏศิลป์ภายในบ้านพัก บริเวณหมู่บ้านธินธนาวุฒิซอย 3 ถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย คือ นายสมชาย เคียงจันทร์ อายุ 41 ปี (บิดา) // น.ส.อุรารัตน์ ส่องสิริสมบัติ อายุ 43 ปี (มารดา) และ นายธนวัฒน์ เคียงจันทร์ อายุ 20 ปี (บุตรชาย) ซึ่งขณะนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียูตามองไม่เห็น เนื่องจากกระสุนฝังใน ส่วนภรรยายังอาการหนัก ก่อนที่ นายพันปกรณ์ จะหลบหนีไปกบดานอยู่หลายจังหวัดและถูกจับกุมได้เมื่อวานนี้ที่ จ.สตูล

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ บอกว่า พ่อของตนเองซื้อบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ก่อนที่ครอบครัวครูนาฏศิลป์ย้ายเข้ามาเป็นเพื่อนบ้านเมื่อ 5 ปีก่อน แต่เนื่องจากครอบครัวของครูนาฏศิลป์ เลี้ยงสุนัขแล้วเห่าเสียงดัง ประกอบกับการสอนนาฏศิลป์หรือซ้อมดนตรีเสียงดังเป็นประจำ ทำให้ตนเองและพ่อแม่ที่แก่ชรามีอาการป่วยและรบกวนสภาพจิตใจมาโดยตลอด ซึ่งวันเกิดเหตุสุนัขเห่าไม่หยุด ทำให้ตนเองพักผ่อนไม่ได้เกิดบันดาลโทสะ ใช้อาวุธปืนยิงไปยังครอบครัวดังกล่าว ซึ่งตอนนี้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 3 ราย ยังคงพักรักษาตัวที่ รพ.วชิระภูเก็ต โดยเฉพาะ นายสมชาย ตาบอด 1 ข้างและแพทย์ยังไม่สามารถผ่ากระสุนออกมาได้

เบื้องต้นสำนักงานยุติธรรม จ.ภูเก็ต ได้มอบเงินชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวเหยื่อเคราะห์ร้ายบางส่วนแล้ว ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถยึดได้ เนื่องจากผู้ต้องหา ให้การว่าโยนทิ้งคลองไปแล้ว และตำรวจไปงมหาจุดที่ทิ้งปืนแต่ไปพบ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจชื่อว่า นายพันปกรณ์ จะทิ้งปืนลงคลองและจะสืบสวนต่อไป โดยขณะนี้ได้ตั้ง 2 ข้อหาหลัก คือ มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาพยายามฆ่า ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุดังกล่าวตรวจสอบพบว่าไม่มีใบอนุญาตอีกด้วย

ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภูเก็ตติดตามและไล่ล่ามาตลอดตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนสามารถติดตามตัว นายพันปกรณ์ ได้ที่ อ.มะนัง จ.สตูล โดยเบื้องต้นได้หลบหนีไปอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ตามไปจับแต่ไหวตัวทันหนีไปอยู่ จ.ตรัง เจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปอีก ผู้ต้องหาหนีกบดานที่ อ.มะนัง จ.สตูล เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามความเคลื่อนไหวนานกว่า 1 เดือนก่อนสามารถจับกุมได้เมื่อช่วงเช้าวานนี้ และนำตัวไปสอบสวนก่อนที่ สภ.มะนัง จ.สตูล ก่อนมาสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.วิชิต โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว นายพันปกรณ์ ฝากขังที่ศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งพนักงานสอบสวนคัดค้านการให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาที่กระทำผิดหลายท้องที่ไม่ต่ำกว่า 5 คดี อีกทั้งได้หลบหนีระหว่างประตัวในชั้นศาลด้วย เจ้าหน้าที่เกรงว่าผู้ต้องหาอาจจะออกมาข่มขู่หรือทำร้ายพยานและผู้เสียหายอีก



แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ