หมายจับ “ทักษิณ” ใบที่3 เบี้ยวศาล คดีฟื้นฟู ทีพีไอโดยมิชอบ

หมายจับใบที่ 3 แม้ว เบี้ยวศาลคดีฟื้นฟูทีพีไอ

ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง ให้ออกหมายจับ “ทักษิณ ชินวัตร” ใบที่ 3 ไม่เดินทางมาฟังการพิจารณาคดีให้กระทรวงการคลังเข้าฟื้นฟูกิจการทีพีไอโดยมิชอบครั้งแรก ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ เดินหน้านัดตรวจหลักฐาน 7 ส.ค.นี้

วันนี้ (22 มิ.ย.) ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาคดีครั้งเเรกในคดีหมายเลขดำ อม.44/ 2561 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” อายุ 69 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ให้ความเห็นชอบกระทรวงการคลัง สมัยที่ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รมว.คลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟู บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 มาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ

โดยคดีนี้ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2553 และได้ยื่นฟ้องคดีเอง เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2561 ที่ผ่านมา พร้อมยื่นเอกสารหลักฐาน 21 กล่อง 120 แฟ้ม ที่มีมติชี้มูลความผิดอาญา “นายทักษิณ ชินวัตร” ให้ศาลพร้อมคำฟ้อง และเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2561 องค์คณะทั้ง 9 คนพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า แม้การฟ้องไม่มีตัวจำเลย แต่จำเลยคดีนี้ก็ถูกยื่นฟ้องในคดีของศาลฎีกานี้ซึ่งได้ออกหมายจับไว้แล้ว ขณะที่คำฟ้องคดีก็ถูกต้องตามกฎหมาย และ ป.ป.ช.โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ( วิ อม.) พ.ศ.2560 มาตรา 27 จึงได้สั่งประทับรับฟ้องคดีไว้พิพากษาต่อไป โดยให้สำเนาคำฟ้องส่งให้จำเลยและปิดหมายแจ้งจำเลยทราบตามที่อยู่ในฟ้อง (บ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์) ซึ่งให้การปิดหมายมีผลทันที ตาม วิ อม. ม.19

ขณะที่การนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ในวันนี้ปรากฏว่า “นายทักษิณ” ไม่มาศาล มีเพียงผู้รับมอบอำนาจ ป.ป.ช. โจทก์ มาศาล

“องค์คณะฯ” พิจารณาแล้วเห็นว่า “นายทักษิณ” จำเลย ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี พฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยหลบหนี้จึงให้ออกหมายจับ

อย่างไรก็ตามกรณีที่ไม่สามารถจับจำเลยได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลยแต่ไม่ตัดสินจำเลยที่จะตั้งทนายความดำเนินการแทนได้ แต่เนื่องจากมีเหตุจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะดำเนินการพิจารณาคดีนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ซึ่งจำเลยก็ถูกออกหมายจับมาหลายคดีแล้วแต่ยังจับตัวจำเลยไม่ได้ ดังนั้นองค์คณะจึงอาศัยอำนาจตาม วิ อม. ม. 19 วรรคหนึ่ง (บัญญัติว่า ระยะเวลาที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือในกฎหมายอื่น ที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้นํามาใช้บังคับ หรือในข้อกําหนดของประธาน ศาลฎีกา หรือตามที่ศาลกําหนด เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความมีคําขอ ศาลอาจย่นหรือขยายได้ ตามความจําเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม) ให้ย่นระยะเวลาหมายจับติดตามตัวจำเลย ตามขั้นตอนใน ม.28 วรรคสอง (ในกรณีที่ได้ออกหมายจับจําเลยและได้มีการดําเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจับจําเลยได้ ภายใน 3 เดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอํานาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทําต่อหน้าจําเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจําเลยที่จะตั้งทนายความมาดําเนินการแทนตนได้) จาก 3 เดือนลงเหลือ 1 เดือน โดยให้ป.ป.ช. โจทก์ ติดตามผลการจับกุมพร้อมรายงานผลให้ศาลทราบก่อนการดำเนินกระบวนการพิจารณาในแต่ละนัดต่อไป

โดยเมื่อจำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรกนี้ ถือว่าให้การปฏิเสธ ตาม วิ อม. ม. 33 วรรคสาม (ในวันพิจารณาครั้งแรก เมื่อจําเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่าเป็นจําเลยจริง ให้อ่าน และอธิบายฟ้องให้ฟัง และถามว่าได้กระทําผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คําให้การของ จําเลยให้บันทึกไว้ ถ้าจําเลยไม่ให้การก็ให้บันทึกไว้ และถ้าจําเลยให้การปฏิเสธหรือไม่ให้การ ก็ให้ศาล กําหนดวันตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์-จําเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน ในกรณีที่จําเลยมิได้มาศาล ในวันพิจารณาครั้งแรกไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ถือว่าจําเลยให้การปฏิเสธ ซึ่งศาลกำหนดนัดให้ตรวจพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์คดีนี้ต่อไปในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เวลา 13.30 น. และกำหนดนัดไต่สวนล่วงหน้าในวันที่ 10 ส.ค. เวลา 13.30 น. , 14 ส.ค. เวลา 09.30 น. และ 21 ส.ค. นี้ เวลา 10.00 น. โดยให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมคำแถลงเกี่ยวกับแนวทางการไต่สวนพยานที่จัดเตรียมไว้ ส่งต่อศาลก่อนวันนัดพยานตรวจหลักฐานไม่น้อยกว่า 14 วัน และให้หมายแจ้งวันนัดดังกล่าวให้จำเลยทราบต่อไปหากไม่มีผู้รับหมายตามที่อยู่ก็ให้ปิดหมาย

สำหรับองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย รองประธานศาลฎีกา , นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา , นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา , นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง รองประธานศาลฎีกา , นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว รองประธานศาลฎีกา , นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา , นายพิศล พิรุณ ประธานแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา , นายสุนทร ทรงฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา และนายชัยยุทธ ศรีจำนงค์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา

สำหรับคดีที่เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณในวันนี้ เป็นคดีที่สามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) ฉบับใหม่ มาตรา 28 ที่บัญญัติสาระสำคัญว่า ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตาม มาตรา 27 เมื่อศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่มาศาล ให้ศาลออกหมายจับจำเลยและให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องติดตามหรือจับกุมจำเลย รายงานผลการติดตามจับกุมเป็นระยะตามที่ศาลกำหนด แต่ถ้าไม่สามารถจับจำเลยได้ภายในสามเดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้ และไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะมาต่อสู้คดี



แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ