ผ่อนจนตาย!?108ปีหมดหนี้ พ.ช.ค.

ครูแจงไม่ได้เบี้ยวหนี้โครงการ ช.พ.ค. แค่ขอพักหนี้ แฉกว่าจะผ่อนหนี้หมด108 ปี

กลายเป็นปฏิญญาตีกลับสำหรับ กรณีที่กลุ่มวิชาชีพครูนับ 100 คน รวมตัวประกาศปฏิญญามหาสารคาม ในการประชุมผู้นำเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม เรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารออมสินพักหนี้โครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นอกจากนี้ยังชักชวนลูกหนี้ ช.พ.ค.ทั่วประเทศ 450,000คน ร่วมกันยุติการชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป ลองไปฟังเสียงจากการรวมตัวของกลุ่มครู

หลังจากนั้นเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าทำไมเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย ตอนกู้รับเต็มแต่ตอนจ่ายมีปัญหา เรื่องนี้นายอวยชัย วะทา ประธานเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย แกนนำกลุ่มครูที่ออกมาประกาศปฏิญญาสารคาม ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นการเข้าใจผิด ไม่ใช่การประกาศที่จะไม่จ่ายหนี้ เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลพักหนี้ให้กับครูจำนวน 450,000 ราย เนื่องจากพบว่ามาตราฐานการชำระ การเรียกเก็บหนี้ รวมถึงดอกเบี้ยไม่คงที่ หรือมีการคิดดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามกฏหมาย จึงอยากให้ทบทวนแก้ไขปรับปรุงระบบโครงสร้างให้มีความชัดเจนสำหรับสมาชิกการฌาปสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคคลากรทางการศึกษา หรือ ช.พ.ค. และ การฌาปณกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม หรือ ช.พ.ส. กู้เงินจากธนาคารออมสินรายละไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยมีกำหนดผ่อนชำระ 30 ปี หรือ 360 งวด

 

 

วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อ 1.ใช้หนี้สถาบันการเงินและหนี้นอกระบบ 2.เพื่อซื้อบ้านหรือสร้างที่อยู่อาศัย 3.เพื่อซื้อรถยนต์หรือยานพาหนะ 4.เพื่อซื้อหุ้นหรือลงทุนทำธุรกิจ 5.เพื่อใช้จ่ายในการศึกษาหรือธุรกรรมที่จำเป็นอื่นๆ โดยมีข้าราชการครู คณาจารย์ และบุคลากรสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมโครงการประมาณ 450,000 คน วงเงินกว่า 4 แสนล้านบาท

นายอวยชัยบอกว่า การดำเนินการช่วยเพื่อนครูตามโครงการดังกล่าวกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมายและผิดเงื่อนไขตามที่ตกลงกัน ทำให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องเดือดร้อน แบกรับภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก เช่น

1. การคิดดอกเบี้ยของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับเพื่อนครู ตกลงว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ3 แต่คิดอัตราดอกเบี้ยเหมือนธนาคารพาณิชย์ และปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ

2. การชำระหนี้โครงการของ ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. แต่ในใบเสร็จ ระบุว่าสินเชื่อพัฒนากลุ่มอาชีพ

3. ทางกลุ่มครูเสนอให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมคือเพื่อซื้อหุ้นหรือลงทุนทำธุรกิจ โดยร่วมให้มีหุ้นในธนาคารออมสินแต่บังคับให้ทำประกันชีวิต โดยอ้างว่า เพื่อประกันความเสี่ยงของธนาคารออมสิน โดยบังคับหักเงินค่าประกัน 10 ปี งวดเดียว 80,000 – 200,000 บาท รวมแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท โดยผู้กู้ไม่ได้รับประโยชน์หรือดอกผลจากเงินจำนวนดังกล่าวเลย แต่ผู้ได้รับประโยชน์มหาศาลคือ บริษัทประกัน ธนาคารออมสิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4. ดอกเบี้ยค่าปรับล่าช้า 10-15% รวมอยู่ในเงินต้น เช่น ชำระล่าช้าไป 1 งวด แทนที่จะคิดดอกเบี้ยเพิ่มในงวดนั้นๆ กลับกลายเป็นว่าดอกเบี้ยสิบกว่าเปอร์เซ็นต์มาคิดในเงินต้น ทำให้บางคนต้องไปหาจากที่อื่นมาจ่าย ยิ่งเพิ่มภาระหนี้สิน

 

ในใบเสร็จตัวอย่างของการชำระหนี้ ช.พ.ค.ของครูคนหนึ่ง การหักเงินจากผู้กู้ในแต่ละเดือนเป็นค่าดอกเบี้ยแทบทั้งหมด ซึ่งจะเห็นว่ามีการระบุดอกเบี้ยตั้งแต่ร้อยละ 5 ถึงร้อยละ7

และที่ระบุส่วนใหญ่จะเป็นดอกเบี้ย 80-90% แล้วที่เหลือจึงหักเงินต้น ทำให้ผู้กู้ต้องเสียค่าดอกเบี้ยจำนวนมาก ในระยะเวลานานถึง 30 ปี

เช่นหนี้ของนายอวยชัย กู้เงินมาจำนวน 1200000บาท หักเงินเดือนละกว่า 7,500 บาท ซึ่งส่งเงินมาแล้วระยะเวลา 7 ปี เงินต้นลดลงเพียง 100,000 บาท ยอดหนี้ยังอยู่ที่ 1,100,000 บาทหรือครูบางคนที่มียอดกู้3,000,000บาท คำนวณแล้วหากระบบการชำระแบบหนี้ยังเป็นแบบนี้กว่าจะผ่อนหมดต้องใช้เวลา 108 ปี

ด้านนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) บอกว่าหากครูยุติการชำระหนี้ ปัญหาคือจะขาดคุณสมบัติของการเป็นครู โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหนี้เกิน 1,000,000 บาท เรื่องนี้จึงควรมาปรึกษาหาทางออกร่วมกัน

ส่วนนายธวัชชัย ไทยเขียว ปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความว่า จงรับสภาพการเป็นบุคคลล้มละลายหากกรณีเป็นบุคคลธรรมดาที่มีหนี้สินเกิน 1 ล้านบาท และที่สำคัญมันจะโยงพาบุคคลที่ค้ำประกันเป็นบุคคลล้มละลายไปด้วย

และกรณีของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหากถูกพิพากษาให้ล้มละลาย จะขาดคุณสมบัติในการเป็นข้าราชการ คือให้ออกจากราชการ ไม่สามารถทำนิติกรรมสัญญา ใดๆ ทั้งสิ้นได้ รวมถึงธุรกรรมการเงินต่างๆ

ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปจริงๆ ก็ต้องขออนุญาตจากพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดีก่อน หากได้รับอนุญาตให้ออกนอกประเทศจะต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย ส่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทุกๆ ๖ เดือน พร้อมทั้งส่งรายได้ตามที่เจ้าพนักงานจะอายัดเข้ากองทรัพย์สินด้วย

การถูกสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายนั้น จะมีระยะเวลา 3 ปี เมื่อครบกำหนดก็จะถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ยกเว้นกรณีที่ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหนี้ ก็อาจจะมีการขยายเวลาเป็น 5 หรือ 10 ปี

ด้านผู้บริหารธนาคารชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้พยายามช่วยเหลือลูกหนี้ครูมาตลอด ไม่ได้ทำสัญญาเงินกู้แบบไม่เป็นธรรมอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง โดยช่วงแรกได้มีการรับหนี้นอกระบบของครูเข้ามาอยู่กับออมสินทั้งหมด และคิดดอกเบี้ยต่ำเพียงปีละ 6-6.5% ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดสูงสุดปีละ 28% ส่วนใหญ่ 99% เป็นลูกหนี้ที่ดี มีเพียงไม่ถึง 1% ที่มีปัญหาและไม่อยากผ่อนชำระคืน



แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ