‘กรดไหลย้อน’ โรคใกล้ตัวของคนวัยทำงานในปัจจุบัน

กรดไหลย้อน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนในปัจจุบันนี้มีการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความเร่งรีบ รวมถึงพฤติกรรมการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น การกิน เพราะคนในยุคนี้จะกินอาหารไม่เป็นเวลา ชอบกินของเปรี้ยว ดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ หรือกินอาหารแล้วก็นอนทันที ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นก็ส่งผลทำให้เกิดโรคต่อตัวเราโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น กรดไหลย้อน ที่ถือว่าเป็นโรคใกล้ตัวของคนวัยทำงานในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ค่ะ

กรดไหลย้อน

 กรดไหลย้อน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น หูรูดกระเพาะอาหารปิดไม่สนิท มีการบีบตัวของหลอดอาหารที่ผิดปกติไป แต่ปัจจัยที่เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดโรคนี้อันดับต้น ๆ คือ พฤติกรรมของเราเอง เช่น กินอาหารไม่เป็นเวลา ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เร่งรีบในการกินอาหาร เป็นต้น ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้เรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังบริเวณหลอดอาหารและบริเวณกล่องเสียง และถ้ามีการอักเสบเรื้อรัง จะทำให้เซลล์บริเวณเยื่อบุผิวมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ แต่ว่ามีโอกาสแค่ประมาณ 1- 6% เท่านั้น อย่างไรก็ตามภาวะนี้เกิดได้น้อย และไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมาน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการจุก แน่น อึดอัด แน่นหน้าอกมาก จนเกิดความกังวล นอนไม่หลับ เพราะกรดไหลย้อนจะแสดงอาการมากขึ้นในเวลานอน ส่งผลให้เกิดการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้จะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายกับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร

กรดไหลย้อน

ส่วนการรักษากรดไหลย้อนก็ทำได้ง่าย ๆ โดยอันดับแรกเราต้องควบคุมอาหาร อย่างอาหารรสจัด ชา กาแฟ น้ำอัดลม และของทอด ควรงดน้อยลง และเมื่อกินอาหารแล้ว ก็ต้องเว้นไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวไปยังกระเพาะให้เรียบร้อยก่อน แต่สำหรับคนไข้ที่เป็นกรดไหลย้อนและกลายเป็นมะเร็งแล้ว นอกจากการควบคุมอาหาร ก็จะใช้วิธีการรักษาโดยการผ่าตัด แต่หากเป็นมะเร็งระยะหลังอาจจะต้องใช้วิธีการฉายแสงและใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย

วิธีสังเกตว่าตัวเองเป็นกรดไหลย้อนหรือไม่ ให้สังเกตดูว่ามีอาการแสบคอเจ็บคอเรื้อรัง อาการเรอเปรี้ยว แสบร้อนบริเวณหน้าอก หรือไอเรื้อรัง หลังจากเราทานอาหารไปแล้วหรือไม่? ถ้าหากมีให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและทำการรักษาต่อไป

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันส่งผลต่อสุขภาพเรามากขนาดไหน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรละเลยในเรื่องเหล่านี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก paolohospitalmukinter


บทความที่เกี่ยวข้อง

‘IV Drip’ เทรนด์การดูแลสุขภาพแนวใหม่ ผ่านสายน้ำเกลือ

“เจ็บเต้านม” สัญญาณบอกอะไรในร่างกาย

กินแต่พอดี “วิตามินซี” ประโยชน์-โทษมากกว่าที่คิด




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ