กัญชา เกรดการแพทย์ออกดอก เล็งผลิตน้ำมันหยดใต้ลิ้น

องค์การเภสัชกรรมเผย กัญชาเกรดการแพทย์ ออกดอกแล้ว คาดเก็บเกี่ยวภายใน 8-10 สัปดาห์ เล็งสกัดเป็นน้ำมันหยดใต้ลิ้นได้ประมาณ 2,500 ขวด

วันนี้ (16 พ.ค.) ที่ตึกอำนวยการ องค์การเภสัชกรรม นายแพทย์โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และคณะกรรมการ รวมถึงทีมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวถึงความคืบหน้า โครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ กัญชาเมดิคัลเกรด ระบุว่า ขณะนี้กัญชาเกรดมาตรฐานการแพทย์ออกดอกแล้ว จากต้นกัญชา 140 ต้น ที่ปลูกด้วยมาตรฐานการปลูกแบบเมดิคัลเกรด (Medical Grade) หรือมาตรฐานเกรดทางการแพทย์ที่นานาชาติให้การยอมรับในโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ระยะที่ 1 ปลูกที่องค์การเภสัชกรรม อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เริ่มออกดอกแล้ว ใช้เวลาอีกประมาณ 10-12 สัปดาห์ ดอกจะเจริญเติบโตเต็มที่ มีลักษณะเป็นถุงใสคล้ายเรซิ่นทั่วทั้งด้านในและด้านนอกของดอก ซึ่งยังคงต้องติดตามดูการเจริญเติบโตโดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นครั้งแรกที่ปลูกกัญชาเกรดทางการแพทย์ ซึ่งมีความอ่อนไหวและมีรายละเอียดในการดูแลค่อนข้างมาก

ขณะที่ นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เผยว่า ต้นกัญชาเกรดการแพทย์นี้จะต้องรอจนกว่าจะครบประมาณ 8-10 สัปดาห์ข้างหน้าจึงจะเก็บเกี่ยว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการสกัดแห้งโดยเครื่องที่นำเข้ามาเพื่องานสกัดสารโดยเฉพาะ และพร้อมที่จะมีการสกัดช่อแห้งที่ผ่านการอบแห้งแล้ว ก่อนจะได้เป็นน้ำมันหยดใต้ลิ้น ในขวดปริมาณขนาด 5 ซีซี ประมาณ 2,500 ขวด เพื่อนำไปใช้ในการวิจัยทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วยที่สมัครเข้าร่วมโครงการกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ทำงานร่วมกันกับกรมการแพทย์และทีมวิจัยทดสอบทางคลินิกอย่างใกล้ชิด ไม่จ่ายสารสกัดน้ำมันกัญชาให้ผู้ป่วยโดยตรง

สำหรับส่วนสำคัญที่จะนำมาผลิตน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น คือดอกกัญชามาตรฐานเกรดทางการแพทย์ เมื่อได้ดอกกัญชาโตเต็มที่จะเก็บเกี่ยวนำมาทำให้แห้งและสกัดด้วยเอทานอลโดยใช้เทคนิคเฉพาะ ระเหยเอทานอลหมดจนเหลือเป็นน้ำมัน นำมาเจือจางผลิตเป็นน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นที่ทราบความเข้มข้นของสารสกัด THC และ CBD เพื่อให้แพทย์สามารถคำนวณโดสที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน เนื่องจากร่างกายผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน โรคประจำตัว โรคที่จะรักษา ยาอื่นที่ใช้อยู่ล้วนมีผลต่อการคำนวณปริมาณโดสกัญชาให้แก่ผู้ป่วยทั้งสิ้น