ประกาศใช้ พ.ร.บ.ยาเสพติดใหม่ ไฟเขียว”กัญชา-กระท่อม” รักษาโรค

โปรดเกล้าฯ ประกาศ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) ให้ใช้ “กัญชา-กระท่อม” ทางการแพทย์ เว้นโทษเสพเพื่อรักษาโรค หากลักลอบเสพกัญชาคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่น 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ลงในราชกิจจานุเบกษา โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ เนื่องจากมีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสอดคล้องตามหลักสากล ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ขึ้นไว้ และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (19 ก.พ.) เป็นต้นไป

ส่วนเหตุผลในการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบางบัญญัติที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ ปรากฏผลการวิจัยว่าสารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อมมีประโยชน์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก เดิมกัญชาและพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดเสพหรือนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยหรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ และยังกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครองด้วย ดังนั้น เพื่อเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับและใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ในการรักษาและพัฒนาทางการแพทย์ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้ได้รับอนุญาต เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ให้ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านยาของประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดทางด้านยา สมควรแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเปิดโอกาสให้นำกัญชาและพืชกระท่อมไปทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และใช้รักษาโรคภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์ได้

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้แก่ มาตรา 3 เพิ่มคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายกแพทยสภา นายกสภาการแพทย์แผนไทย และนายกสภาเภสัชกรรม เป็นกรรมการเพิ่ม เฉพาะในวาระที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น เห็ดขี้ควาย)

มาตรา 9 พบว่าได้ปรับแก้มาตรา 26/2 ถึง 26/6 ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 โดยมาตรา 26/2 ให้ยกเว้นผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา ในกรณีที่เป็นกัญชง (Hemp) ให้กระทำได้เมื่อได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการฯ ในกรณีที่เป็นการนำติดตัวเข้าหรือออกนอกราชอาณาจักรไม่เกินปริมาณที่จำเป็น สำหรับใช้รักษาโรคเฉพาะตัว โดยมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย ซึ่งเป็นผู้ให้การรักษา ให้กระทำได้เมื่อได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต

ส่วนมาตรา 26/3 ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต การผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 มีปริมาณตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต นำเข้า หรือส่งออกเพื่อจำหน่าย และห้ามห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต แต่ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ที่ครอบครองไม่เกินปริมาณที่จำเป็นสำหรับใช้รักษาโรคเฉพาะตัว โดยมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรอง, ใช้ประจำในการปฐมพยาบาล หรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือ เครื่องบิน หรือยานพาหนะอื่นใดที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักร แต่ถ้ายานพาหนะดังกล่าวจดทะเบียนในราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต

ส่วนผู้อนุญาตจะออกใบอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ได้เมื่อปรากฏว่าผู้ขออนุญาตเป็น (1) หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ เภสัชกรรม หรือวิทยาศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการทางเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม หรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย (2) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม การสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย (3) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์ 

(4) ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและกำกับดูแลของผู้ขออนุญาตตามหน่วยงานของรัฐตาม (1) และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตาม (3) สามารถร่วมผลิตและพัฒนาสูตรตำรับยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพรได้ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ (5) ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ (6) ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ติดตัวเข้าหรือออกนอกราชอาณาจักรเพื่อใช้รักษาโรคเฉพาะตัว (7) ผู้ขออนุญาตอื่น โดยในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีสัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย และกรรมการของนิติบุคคล หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 ใน 3 ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีสำนักงานในไทย 

ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดให้โทษ หรือการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษ อาจมีมติให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำหนดเขตพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด เพื่อทดลองเพาะปลูกพืชที่ให้ผลผลิต หรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ผลิตและทดสอบ เสพหรือครอบครอง ในปริมาณที่กำหนด โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา อย่างน้อยต้องมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบการเสพและการครอบครอง ในเขตพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 11 ให้ผู้รับอนุญาตผลิต นำเข้าหรือส่งออก จัดให้มีป้ายไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย โดยผู้ผลิตต้องจัดให้มีการวิเคราะห์ยาเสพติดที่ผลิตขึ้นก่อนนำออกจากสถานที่ผลิต โดยต้องมีการวิเคราะห์ทุกครั้ง และมีหลักฐานแสดงรายละเอียดซึ่งต้องเก็บรักษาไว้ ส่วนผู้นำเข้าหรือส่งออกจัดให้มีใบรับรองของผู้ผลิตแหล่งเดิม แสดงรายละเอียดผลการวิเคราะห์คุณภาพ รวมทั้งจัดให้มีฉลากและเอกสารกำกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 หรือคำเตือน หรือข้อควรระวังการใช้ที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ผลิตขึ้น และจัดให้มีการแยกเก็บยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เป็นสัดส่วนจากยาหรือวัตถุอื่น และเก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน 

ส่วนผู้รับอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จัดให้มีการแยกเก็บยาเสพติดเป็นสัดส่วนจากยาหรือวัตถุอื่น และเก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน ดูแลให้มีฉลากและเอกสารกำกับ หรือคำเตือน ข้อควรระวังการใช้ที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุ มิให้ชำรุดบกพร่อง ในกรณีถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบโดยมิชักช้า และจัดให้มีการทำบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษและเสนอรายงานต่อเลขาธิการเป็นรายเดือนและรายปี บัญชีดังกล่าวให้เก็บรักษาไว้และพร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลาในขณะเปิดทำการ ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ลงรายการครั้งสุดท้ายในบัญชี

มาตรา 12 ได้เพิ่มความในมาตรา 48 ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 จากเดิมยกเว้นโฆษณายาเสพติดให้โทษได้เฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม การสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง และเฉพาะยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (ยาบางชนิดที่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น โคเคน โคดีอีน ไดฟินอกซิเลต เฟนทานิล ฝิ่นที่ใช้ทางการแพทย์ เมทาโดน มอร์ฟีน และเพทิดีน) และยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 (ยาน้ำแก้ไอที่มีโคดีอีน หรือฝิ่นเป็นส่วนผสม ยาแก้ปวดหัวผสมโคดีอีน ยาแก้ท้องเสียที่มีไดฟินอกซิเลต) ให้เพิ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) และเพิ่มการโฆษณากับผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย หรือเป็นฉลากหรือเอกสารกำกับ โดยต้องได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะใช้โฆษณาได้

มาตรา 13 ได้ปรับแก้ข้อความจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 โดยมาตรา 57 เหลือเพียงแค่ ห้ามมิให้ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาเสพติดให้โทษร้ายแรง) ส่วนมาตรา 58 จากเดิมห้ามมิให้ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เว้นแต่การเสพนั้นเป็นการเสพเพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือทันตกรรมที่ได้รับใบอนุญาต ได้เพิ่มวรรคสอง ให้ยกเว้นการเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) เฉพาะเพื่อรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย ที่ได้รับใบอนุญาต หรือเป็นการเสพเพื่อการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ ตำรับยาที่เสพได้ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด 

มาตรา 17 ได้ปรับแก้ข้อความจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 มาตรา 75, 76 และ 76/1 สาระสำคัญ คือ มาตรา 75 ผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยฝ่าฝืนมาตรา 26/2 (ที่ปรับแก้แล้วในมาตรา 9) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-1,500,000 บาท ถ้าเป็นพืชกระท่อม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนมาตรา 76 ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26/3 (ที่ปรับแก้แล้วในมาตรา 9) โดยมีปริมาณไม่ถึง 10 กิโลกรัม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ามีปริมาณตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-1,500,000 บาท ถ้าครอบครองพืชกระท่อม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ในส่วนของผู้เสพ มาตรา 19 ระบุว่า ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 วรรคสอง (เสพเพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งจากแพทย์ ที่ปรับแก้แล้วในมาตรา 13) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าเป็นพืชกระท่อม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

มาตรา 18 ได้เพิ่มข้อความใน พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 มาตรา 79/1 สาระสำคัญ คือ ผู้รับอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืน ไม่มีป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ผลิต สถานที่นำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไม่มีการวิเคราะห์ยาเสพติดที่ผลิตขึ้นก่อนนำออกจากสถานที่ผลิต ไม่มีใบรับรองของผู้ผลิตแหล่งเดิม แสดงรายละเอียดผลการวิเคราะห์คุณภาพยาเสพติดที่นำเข้าหรือส่งออก ไม่มีฉลากและเอกสารกำกับ คำเตือน หรือข้อควรระวังการใช้ที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุ ไม่แยกเก็บยาเสพติดเป็นสัดส่วนจากยาหรือวัตถุอื่น ไม่เก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน ไม่แจ้งผู้อนุญาตกรณียาเสพติดถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย ไม่จัดทำบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษและไม่รายงานต่อเลขาธิการเป็นรายเดือนและรายปี ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท 

มาตรา 20 ให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ประเมินผลการดำเนินงาน เกี่ยวกับการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองกัญชาทุก 6 เดือน ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 21 ในวาระเริ่มแรกภายในระยะเวลา 5 ปี การขอรับใบอนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออกกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือการรักษาผู้ป่วย ให้อนุญาตได้เฉพาะกรณีที่เป็นหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นร่วมกับหน่วยงานของรัฐ แตึ่่ไม่ใช้บังคับแก่กรณีผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการปรุงยาสำหรับคนไข้เฉพาะรายที่ตนเองเป็นผู้ให้การรักษา หรือกรณีที่ผู้ขออนุญาตเป็นผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ 

มาตรา 22 ผู้ใดมีไว้ในครอบครองกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษ เมื่อยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ รวมทั้งผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ในกรณีไม่ได้รับอนุญาต ให้ยาเสพติดให้โทษนั้นตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขหรือให้ทำลาย

ดีเจนุ้ย สุดฟิน!! แจ็คสัน หวัง ตอบกลับวิดีโอคอล

เรียกได้ว่า ดีเจนุ้ย ถือเป็นแฟนคลับของ แจ็คสัน หวัง ที่มีบุญที่สุดในวินาทีนี้ เพราะก่อนหน้านี้ที่ แจ็คสัน หวัง มีทัวร์คอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แจ็คสัน หวัง

ช็อก! ถนนทรุด ย่านแจ้งวัฒนะ หนุ่มแกร๊บ มอเตอร์ไซด์ร่วงไปทั้งคัน บาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าว Bright Today รายงานว่า เกิดเหตุพื้น ถนนทรุด จนแกร๊บหนุ่มเคราะห์ร้ายที่ขับมอเตอร์ไซด์ร่วงตกลงไปทั้งคัน บริเวณถนนมุ่งหน้าแจ้งวัฒนะหลักสี่

รับผิดชอบสังคม! ฮอนด้า ชี้พนง.ติด โควิด19 กักตัวเองหลังกลับจากบราซิล

โควิด19 บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เซ้าท์อีสท์ เอเชีย จำกัด ศูนย์วิจัยและพัฒนารถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พลังสามัคคี ! 5 เหตุผลนำพาโลกสู่ชัยชนะเหนือ โควิด19

โควิด19 สำนักข่าวซินหัวเผยแพร่บทความ เกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดใหญ่โรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 COVID-19 อาจเป็นความท้าทาย

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ คาด ผู้เสียชีวิต โควิด19 อาจพุ่งถึง 1 ราย

โควิด19 สถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติสหรัฐ เผยว่า ผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัส โควิด19 อาจมีมากถึง 100,00 ราย และในตอนนี้ผู้เสียชีวิต