“อนาคตใหม่” ปัดใช้เสรีภาพล้มล้างการปกครอง !!

“ปิยบุตร” ปัด “อนาคตใหม่” ล้มล้างการปกครอง สับรัฐประหาร-ยกเลิก รธน. ล้มล้างการปกครองมากกว่า ยันศาลสั่งยุบพรรคไม่ได้ เหตุคำร้องไม่ใช่เรื่องยุบพรรค

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊ค กรณีคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ตามที่มีข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ข่าวที่ 13/2562 ลงวันศุกร์ที่ 19 ก.ค.ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องของนายณฐพร โตประยูร ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ว่า “ผมมีความเห็นเบื้องต้น ดังนี้ 1.ผมยังไม่เห็นคำร้องของผู้ร้อง จึงยังไม่ทราบว่าผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงใดร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และกรณีนี้เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 49 หรือไม่ ขณะนี้เรากำลังรอสำเนาคำร้องจากศาลรัฐธรรมนูญ และพร้อมชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลาที่กำหนด”

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า 2.ผมยืนยันว่า พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร ผม และคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่ได้ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พวกเราก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นก็เพื่อฟื้นฟูและธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม การใช้สิทธิหรือเสรีภาพสนับสนุนให้กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองและยกเลิกรัฐธรรมนูญก็ดี การสมคบคิดกันก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองและยกเลิกรัฐธรรมนูญก็ดี กรณีเหล่านี้ต่างหากที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า 3.กรณีตามมาตรา 49 นี้ ผู้ร้องมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป หรือมีสิทธิร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงในกรณีที่อัยการสูงสุดไม่รับดำเนินการหรือไม่ดำเนินการภายใน 15 วัน โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาว่าผู้ถูกร้องได้ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจเพียงการสั่งการให้เลิกการกระทำเท่านั้น มิใช่กรณีร้องขอให้ยุบพรรคหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคแต่อย่างใด พูดง่ายๆ ก็คือ ในคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยได้เพียงสั่งยกคำร้องหรือสั่งให้เลิกการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น

นายปิยบุตร ระบุต่ออีกว่า 4. อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวนี้ปรากฏขึ้น ผู้คนจำนวนมากต่างเข้าใจไปว่า อาจมีกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ บ้างก็แสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่รอดแน่ โดนยุบแน่ ทั้งๆที่ตามคำร้องแล้ว ไม่ใช่เรื่องยุบพรรคแต่อย่างใด ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนอะไร ประการแรก มีคนจำนวนมากเชื่อไปล่วงหน้าก่อนแล้วว่า การยุบพรรคอาจเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะการยุบพรรคการเมืองที่มีแนวทางต่อต้านเผด็จการหรือผู้ครองอำนาจ หากเป็นเช่นนี้จริง ก็อาจตั้งคำถามได้ต่อไปว่า ใช่หรือไม่ว่า

“ผ่านมา 13 ปี สุดท้ายแล้ว มีคนจำนวนมากไม่ได้เชื่อมั่นว่าการยุบพรรคตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันมีเหตุปัจจัยทางการเมืองผสมผสานอยู่ด้วย ประการที่สอง ในทางสากลแล้ว การยุบพรรคการเมืองถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องพิเศษ เป็นเรื่องจำเพาะเจาะจงอย่างยิ่ง เพราะ พรรคที่ถูกยุบได้ต้องเป็นพรรคที่มีพฤติกรรมล้มล้างหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง แต่ในประเทศไทย คนจำนวนมากกลับเชื่อกันว่า การยุบพรรคเกิดขึ้นได้เสมอและบ่อยครั้ง นี่คือ ความผิดปกติที่กลายเป็นความปกติ ยิ่งคนจำนวนมากเชื่อเช่นนี้มากเท่าไร ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่เชื่อนั้นเป็นสิ่งผิดปกติแต่มันเกิดขึ้นซ้ำๆจนกลายเป็นสิ่งปกติในการเมืองไทย”