แถลงค้าน! ต้าน กก.สภามหาวิทยาลัยไม่ต้อง เปิดบัญชีทรัพย์สิน

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์ค้าน หาช่องให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ต้อง เปิดบัญชีทรัพย์สิน ลั่น! ไม่พร้อมให้ลาออกไป 

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เรื่อง “คัดค้านการยกเว้นการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเหล่าสภามหาวิทยาลัย” ระบุว่า ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ม.234(3) บัญญัติให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอํานาจกําหนดให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน  คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลต่าง ๆ ดังกล่าว ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช.2561 ม. 4 ม.28(3) ประกอบ ม.102 ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้ออกประกาศ เรื่อง กําหนดตําแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102  พ.ศ. 2561 แล้วและจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนด 30 วัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีตำแหน่งตามประกาศต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินภายในวันที่ 1 ธ.ค.2561 โดยบิดพลิ้วไม่ได้ เพื่อความโปร่งใส และตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล แต่ทว่ากลับปรากฏว่ามีบรรดานายกสภาและกรรมการมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐบางท่านและบอร์ดวิชาชีพต่าง ๆ ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน โดยเตรียมลาออกจากตำแหน่งหรือพยายามที่จะกดดันหรือผลักดันให้มีการแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว กระทั่งมีข้อเสนอให้ใช้ ม.44 เพื่อยกเว้นให้กับตนเองและพวกเสียนั้น

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยขอคัดค้านการดำเนินการดังกล่าว เพราะเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างน่าละอาย แม้การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน ภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ อาจจะเป็นข้อยุ่งยากอยู่บ้าง แต่เมื่อท่านทั้งหลายเหล่านั้น ยอมที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง มามีอำนาจชี้ขาด ทั้งทางตรงและทางอ้อม กินเงินเดือน เงินเบี้ยเลี้ยงจากภาษีประชาชน ย่อมต้องมีสำนึกรับผิดชอบที่จะต้องแสดงออกถึงความโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อที่จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาและข้าราชการระดับล่างได้ปฏิบัติตามในอนาคต และต้องคำนึงไว้เสมอว่าในยุคนี้เป็นยุคของการปฏิรูป การใช้พฤติกรรมแบบเดิม ๆ คือการบริหารแบบอยู่หลังฉาก แล้วใช้นอมินีมาสั่งการแทนตนนั้น เป็นเรื่องที่ล้าสมัยในยุคโบราณเต่าล้านปีไปแล้ว ซึ่งในแต่ละปี ๆ งบประมาณในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐและในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐหรือองค์กรวิชาชีพมีการตั้งและใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักปรากฏเป็นข่าวอยู่เนือง ๆ ต่อการใช้อำนาจของบอร์ดในการเล่นพรรคเล่นพวก การประมูลงาน จนกระทั่งมีการฟ้องหรือร้องเรียนกันอยู่เสมอ

ดังนั้น ในเมื่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ทุกท่านต้องแสดงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เมื่อเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดี ก็พึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น หรือเล่นแง่ที่จะขอข้อยกเว้นเหนือผู้อื่น หากทรัพย์สินความร่ำรวยของท่านได้มาโดยสุจริต ก็ไม่ควรที่จะปกปิดแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ความร่ำรวยนั้นมาจากการคอร์รัปชั่นโดยที่ไม่มีใครเคยตรวจสอบมาก่อนเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นก็จงรีบลาออกไปเสีย เพราะยังมีคนที่ดีจริง คนมีความรู้ความสามารถ และมีความพร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่อีกมากเต็มทั้งแผ่นดิน