กนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1.75% หวังลดความเสี่ยงระบบการเงิน ชี้เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้เจอผลกระทบสงครามการค้า-นักท่องเที่ยวจีนหาย พร้อมจับตาอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.75% ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน และเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินสำหรับอนาคต

ส่วนกรรมการ 2 เสียงที่ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% เห็นว่า ปัจจุบันยังมีปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศปรับสูงขึ้นอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จึงควรรอความชัดเจนของผลกระทบจากปัจจัยภายนอกก่อน

ในการตัดสินนโยบายคณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามแรงของอุปสงค์ในประเทศแม้อุปสงค์ต่างประเทศจะชะลอลงอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย และเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสมความเพราะบางในระบบการเงินได้ในอนาคต

คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานานในช่วงที่ผ่านมามีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพและกรอบเป้าหมายของเงินเฟ้อ คณะกรรมการส่วนใหญ่ จึงเห็นว่าความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับที่ผ่านมารถน้อยลง และเห็นควรให้ปรับขึ้นนโยบายดอกเบี้ยในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินสำหรับอนาคต

กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับที่ 1.75% ยังเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรรมการ 2 ท่านเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศปรับสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงควรรอประเมินความชัดเจนของผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และความยั่งยืนของแรงส่งจากวัดใจเศรษฐกิจในประเทศไปอีกระยะหนึ่งก่อนประกอบกับมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ดำเนินไปดูแลความเสี่ยงด้านสภาพการเงินในบางไปบ้างแล้ว

เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพแม้การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การท่องเที่ยวชะลอลงโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนแต่เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น และแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่องการบริโภคภาคประชาชนยังมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น และกระจายตัวมากขึ้น

รวมทั้งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐเพิ่มเติม แม้รายได้ครัวเรือนภาคเกษตรลดลงบ้าง และยังมีแรงกดดันจากหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงสำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้จากเดิมความล่าช้าในการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่งคณะกรรมการจะติดตามความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจจะกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัวแต่มีความเสี่ยงด้านต่ำจากความผันผวนของราคาพลังงานและราคาอาหารสดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นรวมถึงพัฒนาการการเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนของการผลิตลดลงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต

ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่องโดยสินเชื่อขยายตัวทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่ออุปโภคบริโภค

คณะกรรมการฯ ประเมินว่าแม้ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น 0.25% ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐมีเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับเงินสกุลภูมิภาคในระยะข้างหน้าอัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนคณะกรรมการจึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพแต่ยังอยู่แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้ศักยภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร คณะกรรมการฯ เห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จะช่วยลดการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินควบคู่กับมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินไป

เมื่อมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศจะชะลอลง คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า โดยจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินรวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆอย่างใกล้ชิดเพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง และดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องช่วงที่ผ่านมาได้สนับสนุนเศรษฐกิจขยายตัวสอดคล้องกับศักยภาพกับเป้าหมายเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 4.2% จากเดิมที่ว่าคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ส่วนในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 4.0% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.2% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐและการส่งออกมีแนวโน้มนขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้เดิม