10 พรรคการเมือง ชูนโยบายแก้ความเหลื่อมล้ำ

เสวนา 10 พรรคการเมือง ! โชว์วิสัยทัศน์แก้เหลื่อมล้ำ “ธนาธร” ปลุกคว่ำกลุ่มทุนผูกขาด กระจายอำนาจทั่วประเทศ “อภิสิทธิ์” ลั่นเดินหน้ารัฐสวัสดิการ-สร้างรายได้ “ปรีชาพล” ซัดระบบอุปถัมภ์เอื้อชนชั้นนำ ด้าน “นพดล” ปัดฝุ่นรายได้ขั้นต่ำ ดันระบบการศึกษาใหม่ 

16 ม.ค.62-ที่หอประชุมใหญ่ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มีการเสวนา หัวข้อ “มุมมองทางการเมืองต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคม” จัดโดย ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และหนังสือพิมพ์มติชน โดยมีตัวแทน 10 พรรคการเมืองเข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย 1.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ 2.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 3.นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา 4.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 5.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ 6.นายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ แกนนำพรรคภูมิใจไทย 7.นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล แกนนำพรรคชาติพัฒนา 8.นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย 9.นายอนุกูล แพรไพศาล แกนนำพรรคเสรีรวมไทย และ 10.นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย 

หนุนยกเลิกผูกขาดการค้า

นายสงคราม กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดจากการผูกขาดตัดตอนทางธุรกิจ จากเจ้าสัวทั้งหลายมาเป็นเวลานานไม่มีโอกาสกระจายให้ผู้อื่น อาทิ ร้านค้าภายสนามบินมีการเปิดร้านค้าเพียงเจ้าเดียว หรือการเห็นร้านสะดวกซื้อเจ้าหนึ่งที่อยู่ทั่วประเทศ โดยปิดโอกาสจากร้านโชว์ห่วยเพียงไม่กี่เจ้า จึงไม่มีความเป็นธรรม ดังนั้นถ้าพรรคเพื่อชาติได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกการผูกขาดแน่นอน แต่ถ้าสิ่งใดผูกขาดเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมจำเป็นต้องมีต่อไป 

ปชป.ชูเปลี่ยนโครงสร้างใหม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องยอมรับว่า มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องถูกปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ส่วนการเปลี่ยนแปลงของโลกจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจะเพิ่มความเหลื่อมล้ำขึ้นไปอีก โดยประชาธิปัตย์เสนอว่า จีดีพีที่โตขึ้นแต่รายได้ครัวเรือนกลับลดลง ต้องเปลี่ยกระบวนทัศน์โดยเอาตัวรายได้ครัวเรือนสำคัญ อาทิ ร้านธงฟ้าประชารัฐทำให้เงินไม่หมุนเวียนในชุมนุม จึงต้องดูแต่ละโครงการของภาครัฐว่าจะส่งผลต่อการกระจายรายได้อย่างไร นอกจากนี้ต้องแก้การผูกขาดภาครัฐและเอกชน รวมถึงนำระบบสวัสดิการเข้ามาตั้งแต่ภาคเกษตร ภาคแรงงาน ขยายเรื่องเบี้ยยังชีพ และสร้างระบบการออมด้วย 

เพิ่มรายได้ภาคเกษตร

นายวราวุธ กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำทางสังคมต้องแก้โดยเริ่มต้นจากรายได้ที่แตกต่างกัน พรรคเห็นว่ารายได้จากภาคเกษตรกรน้อยมาก อยู่ที่ประมาณเดือนละ 25,000 บาทเท่านั้น เพราะเกิดจากการขายสินค้าไม่ได้ โดยพรรคเสนอจะให้ใช้สังคมออนไลน์เพื่อติดอาวุธให้ชาวเกษตรกรเพื่อลดระยะทางในการค้าขาย นอกจากนี้ จะให้ระบบการศึกษาหลุดออกวงจรการเมือง โดยจะตั้งสภาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยมาจากทุกภาคส่วนในสังคมมาร่วมเป็นคณะกรรมการ ทั้งที่การเขียนยุทธศาสตร์ 20 ปีกลับมีแต่คณะกรรมการหัวขาวๆ ที่จะมาร่างอนาคตให้พวกเรา จึงต้องให้ระบบการศึกษามาช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อลดช่องว่างในสังคมให้ได้

แฉอำนาจรัฐ-ทุนผูกขาด

ด้านนายธนาธร กล่าวว่า วันนี้สังคมเดินหน้ามาไกลเกินกว่าจะแก้ไขปัญหาเชิงประเด็นแล้ว เพิ่งกลับมาจาก จ.มุกดาหาร เป็นจังหวัดหนึ่งที่จนมากที่สุดในประเทศ แต่พบว่าในจังหวัดมีการทำเลนจักรยานที่เป็นโครงการออกแบบมาจากรุงเทพฯ ทั้งที่ชาวบ้านบอกไม่มีคนใช้งานเลย เพราะชาวบ้านอยากได้ชลประทานมากกว่า ดังนั้นความเหลื่อมล้ำมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับประเทศไทย มาจากกลุ่มทุนที่ผูขาด นายทหารหรือข้าราชการระดับสูง เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันเป็นพันธมิตรที่ผูกขาดอำนาจทางการรเมือง และผูกขาดผลประโยชน์ประเทศไทยมาช้านาน ดังนั้นถ้าเราแก้ไขปัญหาโครงสร้างเราจะแก้ปัญหาอื่นไม่ได้เลย จึงต้องดึงอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจลงมา เพื่อกระจายให้ผู้ที่มีรายได้น้อยไปทั่วประเทศ 

ซัดกลุ่มชนชั้นนำเอื้อเครือข่าย

ร.ท.ปรีชาพล กล่าวว่า ปัญหานี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นจากระบบอุปถัมภ์การเล่นพวกและการช่วยเหลือกัน กลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มชนชั้นนำ เป็นคนกลุ่มเล็กๆ แต่กลับมีพลังที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองและเครือข่าย โดยกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าผู้อื่น โดยเฉพาะ 4-5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นการรวยกระจุกจนกระจาย อาทิ การเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 3 สนามบิน มีผู้มายื่นซองแค่ 2 รายเท่านั้น โดยมาจากกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในปัจจุบันนี้ ดังนั้นพรรคไทยรักษาชาติจะใช้ปรัชญาเดิมในสมัยพรรคไทยรักไทย โดยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส รวมถึงปลดล็อกกฎหมายที่ไม่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการเพื่อจะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปิดตลาดไทยไปสู่ตลาดโลก

ปลุกโอกาส-กระจายอำนาจ

ขณะที่นายศิริพงศ์ ระบุว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาคนจนจะมีรายได้ต่อเดือน 1,200 บาท ผ่านมา 4,800 บาทเท่านั้น แต่กลุ่มที่รวยที่สุดในช่วงนั้มมีรายได้ 19,000 บาท แต่ปัจจุบันมีรายได้ 90,000 บาท ถึงแม้จะรวยขึ้นแต่การเติบโตแตกต่างกัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำมาจากโอกาสที่ต่างกัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่จะต้องเพิ่มโอกาสการเข้ารับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน หรือการขายของออนไลน์ยิ่งโตขึ้นกลับยิ่งมีมาตรการเข้ามาควบคุม จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากภาครัฐใหม่จากลดแลกแจกแถม โดยไปเพิ่มการกระจายอำนาจให้เกิดได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจากหน่วยงานราชการด้วย 

หนุนรัฐลงทุนแหล่งน้ำ

นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า จากช่องว่างคนรวยคนจนที่ห่างกันนั้นจะเกิดความเหลื่อมล้ำการขาดโอกาสและการเข้าถึงตามมา ขณะนี้เกษตกรจำนวนไม่น้อยกลับไม่มีที่ทำกิน โดยรัฐบาลไม่ได้ลงทุนเรื่องการเกษตรอย่างจริงจัง โดยพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศให้ทำการเกษตรได้ไม่ต้องพึ่งพาธรรมชาติอย่างเดียว 

ชูพัฒนาเกษตร-ท่องเที่ยว

นายเอนก กล่าวว่า ประชาธิปไตยจะไปได้ดีเมื่อคนส่วนใหญ่มีฐานะ ชีวิตความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน ในเรื่องเศษฐกิจสมัยใหม่ 4.0 จะเป็นไปไม่ได้เลยจากการศึกษาไม่เท่ากัน แต่ที่ผ่านมาการแก้ปัญหานี้ทำมานาน เมื่อ 70 ปีที่แล้วประเทศไทยยากจน ส่วนปัจจุบันถูกจัดอันดับเป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง หากพรรคเป็นรัฐบาลเรื่องนี้จะเป็นวาระสำคัญ โดยต้องมีนายกฯที่ไว้ใจได้เพื่อมาลดความเหลื่อมล้ำ แต่หากไม่ได้เป็นรัฐบาลจะเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานี้ให้มากที่สุด เพราะเศรษฐกิจขณะนี้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ดี จึงต้องพัฒนาภาคเกษตรและภาคธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนเป็นหลักด้วย

ลุยแก้ปัญหาคอรัปชั่น

นายอนุกูล กล่าวว่า ช่องว่างในปัจจุบันถูกขยายขึ้นจากคนจนและคนรวยเป็นอันดับหนึ่งของโลก มาจากสถาบันการเมืองที่ผูกขาด ถ้าพรรคการเมืองทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นพรรคที่เข้ามาเพื่อสร้างคอรัปชั่นทางนโยบาย ทำให้คนจนกลับจนมากขึ้น พรรคเห็นว่าระบบผูกขาดจะไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศ ปัจจุบันคุกขังเฉพาะคนจน ไม่เห็นว่าขังคนรวย เพราะคนจนไม่มีโอกาสประกันตัว แต่คนรวยกลับสามารถประกันได้ ดังนั้นพรรคจึงให้ความสำคัญกับการปราบคอรัปชั่นเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ดันการศึกษา-ลดเวลาเรียน

ด้านนายนพดล กล่าวว่า ถ้าปล่อยให้ประชาชนจนโดยรัฐไม่ช่วยเหลือถือเป็นความผิดจากภาครัฐ โดยต้องมาจากนโยบายสาธารณะและพรรคการเมือง โดยพรรคจะสร้างรายได้ สร้างโอกาสและอนาคต โดยเน้นไปที่ภาคเกษตร ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 1 หมื่นบาท และเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่มีราคาและคุณภาพสูง เพราะในต่างประเทศพร้อมจ่ายสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าออแกนิคมากกว่าเดิม 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ รายได้ภาคแรงงานต้องปรับเป็น 350 คนต่อวันให้ได้ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวจะสนับสนุนให้ชนบทขายสินค้าการเกษตรหรือการให้เช่าที่พักอาศัยได้ ส่วนรถไฟความเร็วสูงสามารถทำได้เลย ไม่ต้องให้มีถนนลูกรังหมดไป ที่สำคัญพรรคให้ความศึกษาตั้งแต่ประถมวัย เพื่อให้เด็กคิดและวิเคราะห์ให้เป็น โดยเฉพาะการลดชั่วโมงเวลาเรียนในห้องเรียนด้วย