ไม่หวั่นแล้งเท่าปี’36 กรมชลฯแจงน้ำดิบเพียงพอ ผลิตน้ำประปาเลี้ยงกทม.-ปริมณฑล

ไม่หวั่นแล้งเท่าปี’36 กรมชลฯแจงน้ำดิบเพียงพอ ผลิตน้ำประปาเลี้ยงกทม.-ปริมณฑล

กรมชลฯแจงแม้เกิดวิกฤตภัยแล้งเท่าปี 36 แต่มีน้ำดิบเพียงพอ ผลิตน้ำประปาจ่ายเลี้ยงพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล หลังมีแหล่งน้ำต้นทุนจาก 2 เขื่อนหลัก “แควน้อยฯ-ป่าสักฯ”

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหากปีนี้เกิดวิกฤตภัยแล้งเท่ากับปี 2536 จะทำให้ไม่มีน้ำดิบเพียงพอต่อผลิตน้ำประปาในเขตกรุงเทพฯ ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากปี 2536 ได้มีการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งเมื่อเขื่อนทั้ง 2 แห่งเริ่มกักเก็บน้ำในปี 2542 และปี 2552 ทำให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น และทำให้ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำดิบอีก

“เขื่อนแควน้อยฯและเขื่อนป่าสักฯ มีส่วนสำคัญที่ทำให้การผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง (กปน.) ที่สูบจ่ายให้กับกรุงเทพฯและปริมณฑล เกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น ประกอบกับมีการก่อตั้งหน่วยงานใหม่ คือ สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ประสาน ติดตาม กำกับ และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน”นายทวีศักดิ์กล่าว

นายทวีศักดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแหล่งน้ำต้นทุน 4 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ และด้วยมาตรการบริหารจัดการน้ำต่างๆ เช่น งดการส่งน้ำเพื่อเพาะปลูกข้าวนาปรัง การควบคุมการระบายน้ำในเขื่อนต่างๆ รวมถึงการควบคุมการไหลของน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหก ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นน้ำประปาจ่ายให้พื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล

“สถิติในช่วงปี 2549 ถึงปี 2562 พบว่าแม้ว่ามีเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 6 ปี ที่ค่าความเค็มสูงของน้ำเกินเกณฑ์วิกฤต แต่จากการประสานความร่วมมือกับการประปานครหลวงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ส่งผลให้สามารถจ่ายน้ำให้กับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้เป็นอย่างดี”นายทวีศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้มีการศึกษา สำรวจ และออกแบบระบบชลประทานให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพทางอุตุนิยมวิทยา สภาพทางอุทกวิทยา และสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำในการใช้อุปโภค-บริโภค และการทำเกษตรกรรมตามความเหมาะสม ตลอดจนสร้างความเท่าเทียมในการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ