“วรวุฒิ” แจงยิบ ยันไม่เคยลงชื่อค้าน ‘ยุบพรรคอนาคตใหม่’ กลัวเป็นเหตุนำ ปชช. ลงถนนอีก

นายวรวุฒิ อุ่นใจ อดีตนายกสมาคมค้าปลีก ได้่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นผู้ร่วมลงชื่อคัดค้านการ ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยระบุว่า

สำหรับเรื่องที่ผมโดนวิพากษ์อยู่ในขณะนี้ ผมขอชี้แจงดังนี้ครับ ประการแรกที่จะชี้แจงก็คือ ผมไม่ได้ “ลงชื่อคัดค้าน” การยุบพรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้เกิดการกดดันศาลหรือไม่เคารพกฎหมายแต่ประการใดนะครับ

ผมเพียงแค่แชร์โพสท์ดังกล่าวมา ประกอบกับการแสดงมุมมองส่วนตัว ว่าไม่อยากเห็นการยุบพรรคการเมืองง่ายๆ แต่ถ้ามีความผิดอยากให้จำกัดไว้ที่ตัวบุคคลเท่านั้นครับ ส่วนประเด็นเรื่องว่า พรรคอนาคตใหม่จะผิดหรือไม่ผิด ผมจะไม่ไปก้าวล่วง เพราะมันมีแง่มุมทางกฎหมายที่จะยกขึ้นมาต่อสู้ได้ทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งที่มองว่าความผิดในระดับนี้ควรมีการยุบพรรค หรือฝ่ายที่มองว่าความผิดในลักษณะนี้ไม่ควรถึงขั้นยุบพรรค

ซึ่งสุดท้ายแล้วแต่ศาลท่านจะพิจารณา ประเด็นของผมคือ เราไม่ควรยุบพรรคการเมืองกันง่ายๆครับ แต่ละพรรคที่ถูกยุบ มีคะแนนจากผู้ลงคะแนนเลือกให้มาพรรคละหลายล้านเสียง การถูกยุบพรรค จึงกระทบกับประชาชนผู้ลงคะแนนหลายล้านคน และยิ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านถูกยุบ ฟากรัฐบาลที่กุมอำนาจรัฐ ยิ่งถูกมองได้ง่ายมากว่าขจัดคู่แข่งทางการเมือง ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน

ดังนั้นโทษยุบพรรคการเมือง จึงควรจะเกิดขึ้นให้ได้ยากมากๆ อย่างที่เราไม่ค่อยพบว่านานาอารยประเทศ มีเรื่องถูกยุบพรรคกันบ่อยนัก และในอีกแง่มุมหนึ่ง คือ บางครั้งในแง่ของการบังคับใช้กฎหมาย ก็ต้องคำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองที่ถูกยุบ ต้องหาเหตุไปต่อสู้กันบนถนน แทนที่จะต่อสู้กันในสภาอย่างที่ควรจะเป็น

ย้ำนะครับ ผิดถูกหรือไม่นั้นเรื่องหนึ่ง กฎหมายลงโทษหนักเบาแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง
ทุกอย่างเป็นไปตามดุลนิพิจของศาลที่จะพิจารณา ประเด็นผม คือความรุนแรงของบทลงโทษ ผมมองว่าหากมีความผิดจริง ก็ควรเป็นการลงโทษเฉพาะตัวบุคคล คือ กรรมการบริหารพรรค แต่ไม่ควรทำให้พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีประชาชนหลายล้านคนเชื่อมั่นและลงคะแนนให้ ต้องรับผิดกรณีความผิดพลาดของกรรมการบริหาร
และเพื่อไม่ให้เกิดการใช้เชื้อไฟตรงนี้ เพื่อให้เกิดเหตุการนำประชาชนลงไปต่อสู้บนท้องถนนอีกครั้ง ซึ่งผมคิดว่าประชาชนชาวไทยทุกท่านก็คงไม่อยากเห็นสิ่งนั้นในประเทศของเราอีกเช่นกันครับ เพราะเราบาดเจ็บจากความขัดแย้งนั้นมานานมากแล้ว วันนี้ประเทศไทยต้องการความ “กล้า” ที่จะหลุดพ้นความขัดแย้งเหล่านั้น และเดินหน้าพัฒนาประเทศ แก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้ ช่วยให้ประชาชนระดับล่างปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้โดยเร็วที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ ความคิดเห็นใดๆ ที่ผมได้แสดงไปนั้น เป็นมุมมองส่วนตัวของผมเท่านั้นครับ ไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืนของพรรคกล้า ซึ่งต้องมาจากความคิดของส่วนรวมจากการตกผลึกกันภายในพรรค

ดังนั้นหากจะวิพากษ์วิจารณ์ ผมขอให้จำกัดที่ตัวผม แต่ขออย่าให้พาดพิงไปถึง องค์กรหรือ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจดี ในการสร้างการเมืองแห่งความเปลี่ยนแปลงประเทศ และมารวมตัวกันในนามพรรค “กล้า” เลยนะครับ ขอบคุณครับ