วอนเห็นแก่ลูก สามี-แม่ขอ“สาว อบต.”ศรีสะเกษ หากไม่ตายให้โทรกลับ

 สามีและแม่วอน ผอ.กองการศึกษา หากไม่ตายให้โทรกลับบ้านด้วย  เผยที่มีการโพสต์ในเฟซบุ๊คของสาวที่หายไป  ไม่ใช่ตัวจริงของ ผอ.กองการศึกษา 

จากกรณีที่ นายบุญเลิศ   อุ่นอ่อน  อายุ  62 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 83 / 1 ม.3 บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  พร้อมด้วยญาติพี่น้อง  ได้เข้าร้องทุกข์กับสื่อมวลชนว่าลูกสาวของนายบุญเลิศคือ น.ส.จุฑาภรณ์   อุ่นอ่อน  อายุ  37 ปี  รับราชการในตำแหน่ง ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ ได้หายตัวไปพร้อมด้วยรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน กษ 8201 เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา  ปล่อยทิ้งให้ลูกสาว อายุ 8 ขวบ อยู่กับพ่อและตายายที่แก่ชรามากแล้ว นานกว่า 1 เดือน   ล่าสุด พล.ต.ต.สุรเดช   เด่นธรรม  ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ  เผยว่า  ขณะนี้ ตร.ชุดสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษ   สามารถติดตามตรวจยึดรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน กษ 8201 เชียงใหม่ ที่ น.ส.จุฑาภรณ์   อุ่นอ่อน  ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  อบต.ชำ ที่ขับขี่หายตัวไปได้แล้ว ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้  เมื่อเวลา  02.00 น. วันที่ 9 ส.ค. 60   ที่บ้านเลขที่ 83/1 หมู่ 3 บ้านซำเบ็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นบ้านของ นายบุญเลิศ  อุ่นอ่อน  อายุ 62 ปี  และนางแหลม   อุ่นอ่อน  อายุ  60 ปี  พ่อและแม่ของ น.ส.จุฑาภรณ์   อุ่นอ่อน  อายุ  37 ปี  ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานกว่า 1 เดือนแล้ว  ปรากฏว่า  แม้เวลาจะดึกมาแล้ว  แต่ว่ายังคงมีบรรดาญาติพี่น้องพากันมาเยี่ยมและให้กำลังใจครอบครัวอุ่นอ่อนกันอย่างคึกคัก  หลังจากที่สื่อมวลชนมีการเผยแพร่ข่าวนี้ไปอย่างกว้างขวาง  ซึ่งนายวิทยา  เกษแก้ว  อายุ  37 ปี สามีของ น.ส.จุฑาภรณ์ได้มานั่งคุยอยู่กับญาติพี่น้องด้วย  บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา  เนื่องจากว่าสามีและญาติพี่น้องทุกคนมีความห่วงใย น.ส.จุฑาภรณ์ เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันในเฟซบุ๊คที่เป็นชื่อบัญชีผู้ใช้ OIL  OIL  ซึ่งเป็นชื่อเฟซบุ๊คของ น.ส.จุฑาภารณ์  หรืออ้อย  ปรากฏว่า  เมื่อวันที่  8 ส.ค. 60  ได้มีการแชร์ข่าวของสื่อมวลชน กรณีที่พ่อและญาติพี่น้องประกาศตามหา น.ส.จุฑาภรณ์  โดยในเฟซ ได้มีการเขียนข้อความ  # จะกลับบ้านได้มั๊ย สรุป.. ไม่กลับ  และก่อนหน้านี้  เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 60  เฟซบุ๊คของ น.ส.จุฑาภรณ์  ได้มีการโพสต์ข้อความว่า  เตรียมตัวศึกษาธุรกิจนอกพื้นที่ กำลังเดินทางไปที่ สาธารณรัฐเขมร จาก อ.ปราสาท จ.สุรินทร์   และวันที่  7 ส.ค. 60  ได้มีการโพสต์ข้อความ หุหุ  รู้สึกขอบคุณ โดยมีรูปภาพของกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา  ซึ่งมีผู้ใช้นามว่า สุภัค  เกษแก้ว  เขียนข้อความสอบถามไปว่า  ถ่ายรูปตัวเองลงหน่อยว่า  สีหน้าสบายจริงไหม  คิวขมวด แสดงว่า คิดหมายเด้อ  ดีใจที่ยังบ่ตาย ดูแลตัวเองด้วย

นางแหลม   อุ่นอ่อน  อายุ  60 ปี  แม่ของ น.ส.จุฑาภรณ์  กล่าวว่า   ตนอยากให้ลูกกลับบ้าน  เพราะว่าหายไปนานแล้ว  ตนห่วงลูกสาวมาก  ส่วนการที่ลูกสาวโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า จะไม่กลับบ้านนั้น  ไม่น่าที่ทำอย่างนั้น  เพราะว่า ยังไงก็ต้องกลับมาบ้านเรา  พ่อแม่ญาติพี่น้องทุกคนมีความห่วงใยอ้อยมาก  อยากให้กลับมาบ้านโดยด่วนด้วย

ด้านนายวิทยา เกษแก้ว  อายุ  37 ปี  สามีของ น.ส.จุฑาภรณ์  กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 60 ที่น้องอ้อย (น.ส.จุฑาภรณ์ )  หายตัวไป  ตนได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อมาโดยตลอด  แต่ว่าไม่สามารถที่จะติดต่อได้  โดยลักษณะจะเป็นสายว่างแต่ไม่มีการรับสาย  มีการพูดคุยกันทางไลน์  แต่ว่า  คำพูดไม่ใช่คำพูดที่ตนกับอ้อยพูดคุยกันตามปกติ  เพราะว่า  อ้อยจะเรียกตนว่า วิทย์  และตนจะเรียกอ้อยว่า  อ้อย  หรือเรียกกันว่า พ่อ  แม่  แต่คำพูดที่คุยกันในไลน์ จะเป็นการพูดว่า เธอ  ฉัน   ซึ่งตนยืนยันว่า ไม่ใช่ อ้อยอย่างแน่นอน อีกทั้งมีการขอให้ตนโอนเงินไปให้ด้วยจำนวน 20,000  บาท  แต่ว่า เมื่อตนขอเลขบัญชีธนาคารก็ไม่แจ้งให้ทราบ

ส่วนการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คนั้น ตนมั่นใจว่า ไม่ใช่อ้อยอย่างแน่นอน  เพราะว่า คำพูดไม่ใช่ลักษณะที่อ้อยชอบพูดคุย  อีกทั้งรูปภาพที่โพสต์ขึ้นมาเป็นภาพเก่าที่มีอยู่ในโทรศัพท์ของอ้อยนานแล้ว  ตนอยากขอวอนไปยังอ้อยว่า  หากยังมีชีวิตอยู่ขอให้โทรกลับบ้านด้วย  เพราะว่า ตนห่วงอ้อยมาก  หากไม่เห็นแก่ใครก็ขอให้เห็นแก่ลูกด้วย  เพราะว่า น้องใบเฟิร์นยังเด็กมาก  ตนเองอาจจะเลี้ยงดูลูกได้ไม่ดีเท่ากับที่อ้อยเลี้ยงดูลูก