เร่งไล่ล่า! คนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิง นทท.

จากกรณีที่มีกลุ่มคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คน ใช้รถยนต์เก๋ง สีดำ ใช้อาวุธสงครามไล่ยิงถล่มรถคู่อริกว่า 30 นัด ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง จนต้องจอดรถวิ่งหลบหนีเข้าป่า ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 คน รอดตายอย่างหวุดหวิด ด้านตำรวจเร่งไล่ล่าคนร้าย หลังจากตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามที่คาดว่าคนร้ายใช้หลบหนี

ภาพวงจรปิดหน้าอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ จับภาพขณะที่ รถกระบะมิตซูบิชิของนายศศิธร นิลละออ อายุ 30 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเป็นน้องชายของนายสำเริง นิลละออ นายก อบต.นาพละ อ.เมือง มีบาดแผลจากการถูกตีด้วยของแข็งเข้าบริเวณท้ายทอย ต้องเย็บถึง10 เข็ม ภายในสถานบันเทิง กำลังขับไปที่โรงพยาบาลตรัง เพื่อทำแผล โดยระบุวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 01.43 น. จากนั้นห่างกันประมาณ 5 นาที รถเก๋งแคมรี่ สีดำ ได้ขับตามตามไปยังโรงพยาบาลตรัง

ด้าน นายสำเริง นิลลออ นายก อบต.นาพละ อ.เมืองตรัง ซึ่งเป็นพี่ชายของนายศศิธร กล่าวว่า น้องชายเล่าว่า ถูกคนร้ายไล่ยิง จากหน้าโรงพยาบาลตรัง หลังจากถูกตีภายในสถานบันเทิงแล้วมาทำแผล โดยเพื่อนของน้องชายเป็นคนขับรถให้ เพราะน้องชายเจ็บศีรษะ จากนั้นถูกกลุ่มคนร้ายไล่ล่ายิงตามหลังมานับจากหน้าโรงพยาบาล จนกระทั่งเพื่อนของน้องชายถูกยิงเข้าเบ้าตา ระหว่างหลบหนี เพื่อนน้องชายจึงพยายามจะเบรครถ เพื่อให้รถคนร้ายชนท้าย เพื่อตัวเองจะได้ไปต่อ แต่คนร้ายขับหลบหลีกพุ่งไปข้างหน้า แล้วย้อนกลับมา น้องชายกับเพื่อนซึ่งได้เปิดประตูรถวิ่งหนีออกมา แล้วไปซ่อนตัวที่คูระบายน้ำในพื้นที่หมู่ที่2 ต.นาพละ แล้ววิ่งเข้าป่าจนได้รับความช่วยเหลือจากพลเมืองดี น้องชายไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใคร และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน โดยไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งนี้เป็นครั้งแรกการกระทำของคนร้ายอุกอาจมาก เพราะใช้อาวุธสงคราม จึงอยากเรียกร้องให้ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เร่งรัดติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

หลังเกิดเหตุ พันตำรวจโท ประเสริฐ สงแสง รองผู้กำกับการฝ่ายสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองตรัง ได้เร่งสอบปากคำนายธนพล หรือชูชาติ ชุมเชื้อ อายุ 33 ปี ถูกกระสุนปืนเฉี่ยวเข้าบริเวณเบ้าตาขวาแตก โดยแพทย์ได้เร่งผ่าตัดตาขวาทันที หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มใส่คู่อริในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง จากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งสอบปากคำพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณที่รถผู้เสียหายจอดทิ้งอยู่ รวม 4-5 ปาก ยืนยันว่า คนร้ายเป็นกลุ่มนักเที่ยวจากอำเภอปะเหลียน ไม่ใช่การ์ดของสถานบันเทิง แต่จะมีใครส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่อยู่ระหว่างการสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน โดยคนกลุ่มนี้ประกอบธุรกิจที่อาจมีอาวุธปืนในความครอบครอง