WHO คาดปี 62 ไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง หอมแก้มก็ติดได้

WHO คาดการณ์ปี 62 ไข้หวัดใหญ่น่าจะระบาดรุนแรง แค่หอมแก้มก็ติดต่อได้ แค่ 3 เดือนไทบพบผู้ป่วยเฉียดแสน วอนกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคและลดอัตราการเสียชีวิต

นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวในการแถลงข่าว เรื่อง มหันตภัยไข้หวัดใหญ่ คร่าชีวิตได้หากไม่ป้องกันว่า จากการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก(WHO) พบว่าในปี 2562 สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่น่าจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ไว้ล่วงหน้า เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายจากการหายใจ ไอ จาม หรือแม้แต่การหอมแก้มก็สามารถติดได้ การป้องกันสามารถทำได้ง่ายด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน

ปัจจุบัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงซึ่งประกอบด้วย 7 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป, เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี, ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ปอด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย มะเร็ง, ธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และโรคอ้วน แต่กลับพบว่า กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มารับวัคซีนน้อย เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายจะอ่อนแอ การได้รับวัคซีนจะช่วยให้ร่างกายแม่และเด็กปลอดโรค ซึ่ง WHO ก็มีการยืนยันแล้วว่าการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ไม่มีปัญหา หรือ ส่งผลกระทบต่อเด็ก

ด้าน นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 มี.ค. พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 99,087 รายคิดเป็นอัตราป่วย 151.45 รายต่อแสนประชากร และเสียชีวิต 6 ราย ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ของทั่วโลกในแต่ละปีพบว่าอยู่ที่ประมาณ 6 แสนราย โดยในปีนี้สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่จะระบาดในไทยและพบมากน่าจะเป็น สายพันธุ์บี ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 9 เท่า โดยสายพันธุ์บี แบ่งเป็น บีวิกตอเรีย และ บี ยามากาตะ ซึ่งในวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แบบ 3 สายพันธุ์ ก็มีการบรรจุ สายพันธุ์บีรวมด้วย 1 สายพันธุ์ สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ ส่วนในวัคซีน 4 สายพันธุ์ ที่ต้องซื้อหาเองนั้น จะจัดแบ่งเป็น วัคซีนชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 2 สายพันธุ์ ซึ่งก็มีประสิทธิภาพป้องกันได้เช่นกัน หรืออาจจะดีกว่าเล็กน้อย เพราะการฉีดวัคซีนจะสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ร้อยละ 60-70

นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าเมื่อฉีดวัคซีนแล้วหากป่วยจะช่วยลดระยะเวลาการป่วยจาก 7 วัน เหลือเพียง 1-2 วันเท่านั้น และยังช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลอีกด้วย การรับวัคซีนป้องกัน จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ซึ่งปีนี้ สปสช.จะมีการจัดวัคซีนเพิ่มจาก 3.5 ล้านโดส เป็น 4 ล้านโดส ซึ่งถือเป็นอีกมาตรการที่ดี

นพ.ทวี กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่เพื่อยืนยันสายพันธุ์ แต่มีการจ่ายยาชนิดเดียวกันอยู่แล้วก็ถือว่าไม่จำเป็นต้องตรวจหาสายพันธุ์ ขอเพียงแค่มีกลุ่มอาการชัดเจนบ่งชี้ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง 38 องศาขึ้นไป มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดศีรษะ หนาวสั่น เจ็บคอ คัดจมูก อ่อนเพลีย อาการเช่นนี้ก็เข้าข่ายโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ นอกจากเป็นการป้องกัน ยังลดอัตราการเสียชีวิต และการนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ลดอาการปอดบวมอักเสบ ขณะเดียวกันหากพบการป่วยในเด็กเล็ก มาตรการที่ดีที่สุด ยังคงเป็นการหยุดเรียน เพื่อลดโรค และป้องกันการแพร่เชื้อในเด็ก