ใช้ “แบรนด์เนมปลอม” ไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่กระทบระดับประเทศ

สินค้าแบรนด์เนม เป็นอีกไอเท็มหนึ่งที่สาวๆหลายคนใฝ่ฝันอยากจะได้มาครอบครองสักครั้ง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ขึ้นชื่อว่าแบรนด์เนมแล้ว ราคาก็ต้องต่างจากของโนเนม เป็นเรื่องธรรมดา

“กำลังซื้อ” ของแต่ละคน อาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดได้ ว่า ใครมีกำลังซื้อมากก็ซื้อได้มาก แต่ถ้าใครมีกำลังซื้อน้อยก็ต้องซื้อตามที่พอไหว เอาเข้าจริงไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยนี้เท่านั้นที่จะทำให้คุณตัดสินใจซื้อกระเป๋าใบละเป็นหมื่นหรือเป็นแสนได้ ถ้าไม่มี “รสนิยม”

รสนิยมการใช้ของแบรนด์เนม อาจจะแสดงออกถึงตัวตนคนใช้หลายๆอย่าง เช่น ความใส่ใจในการเลือกสินค้าสักชิ้น ที่ผลิตจากวัสดุที่ได้คุณภาพ ทนทาน สไตล์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ดูมีเอกลักษณ์ของแต่ะละแบรนด์ หรือตามกระแสแฟชั่นใช้ตามเหล่าเซเลปคนดัง ซึ่ง ดูๆไปแล้ว การใช้ของแบรนด์เนมก็คงเปรียบเหมือน “การลงทุน”

ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถลงทุนได้เท่ากัน เพราะทุกคนย่อมมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ใครหลายคนจะเลือกซื้อของที่คล้ายของแบรนด์เนมจริงๆอย่างของ “ก๊อป” แบรนด์เนม เพราะเอาเข้าจริงใช้ของ “ก๊อป” ก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย และถ้าไม่สังเกตดีๆก็แทบแยกไม่ออก

ที่ว่าไม่ได้ผิดกฎหมาย เป็นเรื่องจริงเพราะตามกฎหมายของประเทศไทย ระบุไว้ว่า ผู้ซื้อของก๊อปหรือสินค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะไม่มีความผิด แต่ทั้งนี้ก็ต้องเป็นการซื้อและใช้ภายในประเทศเท่านั้น หากเป็นการซื้อของก็อปจากต่างประเทศแล้วนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวจากประเทศไทยออกไปนอกประเทศ จะถือว่ามีความผิด

การกระทำเช่นนี้มีความผิดตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ฐานนำของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทยหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของต้องห้าม มีโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของหรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกทั้งหากเป็นการนำเข้าสินค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้า ยังมีความผิดตามมาตรา 275 ประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 110 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อีกด้วย

ใช้ของก๊อปไม่ได้มีผลกระทบแค่ตัวผู้ใช้แต่ยังส่งผลต่อประเทศ

เพราะเป็นการส่งเสริมให้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นนักลงทุนใหม่ ๆ เองก็ไม่กล้าที่จะลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศเสียดุลทางการค้า ทำลายอุตสาหกรรมภายใน เศรษฐกิจก็ไม่พัฒนา รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายนับร้อยล้านบาทเพื่อจับกุมและทำลายสินค้าเหล่านี้

ทั้งนี้ประเทศไทยมีการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาไม่ดีพอ จึงเป็นเหตุให้ถูกสหรัฐอเมริกาจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี เพราะไทยมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ “ของก๊อป” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงสินค้าที่มีการปลอมหรือเลีย เครื่องหมายการค้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา รองเท้า หรือแม้กระทั้งเครื่องสำอาง

อ่านข่าว Bright Today