เปิดราคา! iPHONE 13 Series มาพร้อมสีใหม่ ราคาเริ่มต้น 25,900 วางขายในไทย 8 ต.ค. นี้

สิ้นสุดการรอคอยแล้วกับโทรศัพท์มือถือค่ายดังอย่าง Apple ที่รอบนี้เปิดตัว iPHONE 13 Series อย่างเป็นทางการ มาพร้อมความจุใหม่ สูงสุด 1TB สำหรับรุ่นโปร และสีใหม่เอาใจสายหวาน ปรับปรุงจอแสดงผลรุ่น Pro รองรับ Pro Motion ให้อัตราการแสดงผลเพิ่มเป็น 120 Hz อีกทั้งยังอัปเกรดกล้องให้คุณภาพดีขึ้น มีกันสั่นรองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง โดยประเทศไทย สำหรับร้านค้าออนไลน์เปิดให้สั่งจองตั้งแต่ 1 ต.ค. และเริ่มวางขายหน้าร้าน 8 ต.ค. นี้

สำหรับราคาของ iPHONE 13 Series ที่จะวางขายในไทย 8 ตุลาคม 64 มีดังนี้

  • iPhone 13 mini : ความจุ 128GB 25,900 บาท / ความจุ 256GB 29,900 บาท / ความจุ 512GB 37,900 บาท
  • iPhone 13 : ความจุ 128GB 29,900 บาท / ความจุ 256GB 33,900 บาท / ความจุ 512GB 41,900 บาท
  • iPhone 13 Pro : ความจุ 128GB 38,900 บาท / ความจุ 256GB 42,900 บาท / ความจุ 512GB 50,900 บาท / ความจุ 1TB 58,900 บาท
  • iPhone 13 Pro Max : ความจุ 128GB 42,900 บาท / ความจุ 256GB 46,900 บาท / ความจุ 512GB 54,900 บาท / ความจุ 1TB 62,900 บาท

ทางด้านของสีสัน iPhone 13 และ iPhone 13 mini มีสีมาให้เลือกทั้งหมด 5 สี นั้นก็คือ ชมพู ซึ่งเป็นสีใหม่, น้ำเงิน, ดำมิดไนท์, เงินสตาร์ไลท์ และแดง ส่วน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มากับ 4 สี คือ กราไฟต์, ทอง, เงิน และสีฟ้า Sierra Blue ซึ่งเป็นสีใหม่

สำหรับ iPhone 13 Series ทางแอปเปิลยังคงเลือกใช้ดีไซน์เดิมกับรุ่นก่อนหน้า แต่มีการปรับปรุงเล็กน้อยในส่วนของกล้องหลัง iPhone 13 mini และ iPhone 13 มาจัดเรียงในแนวทแยงแทน จากเดิมที่วางกล้องอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนรุ่น iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังคงจัดเรียงกล้องเหมือนเดิม

กล้องหลักใน iPhone 13 และ iPhone 13 mini ยังคงเป็นเลนส์คู่ 12 ล้านพิกเซล คือเลนส์ไวด์ ที่นำระบบกันสั่นเช่นเดียวกับ iPhone 12 Pro มาให้ใช้งาน พร้อมเซ็นเซอร์กล้องขนาดใหญ่ขึ้น 1.7 um f/1.6 ช่วยให้รับแสงได้เพิ่มขึ้นถึง 47% และเลนส์มุมกว้าง f/2.4 ให้มุมมอง 120 องศา ระยะเลนส์ 13 มิลลิเมตร

ส่วนในรุ่น Pro และ Pro Max ที่มีมาให้ 3 เลนส์ คือเลนส์ไวด์ เซ็นเซอร์ขนาด 1.9 um ปรับรูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/1.5 เลนส์มุมกว้าง f/1.8 และเลนส์ซูม ระยะ 77 มิลลิเมตร ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนของระบบกันสั่นให้มีความนิ่งขึ้น เมื่อรวมกับเซ็นเซอร์ LiDAR ช่วยให้มีความแม่นยำในการโฟกัสสูง เพิ่มโหมด Cinematic ช่วยเรื่องการถ่ายวิดีโอสำหรับมืออาชีพ

กล้องหน้า TrueDepth เป็นอีกจุดที่มีการพัฒนาขึ้น จากการที่ทำให้เซ็นเซอร์ FaceID มีขนาดเล็กลง เมื่อทำงานร่วมกับกล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล จะช่วยเสริมในแง่ของการถ่ายภาพ Portrait ที่ช่วยละลายหลังได้มากขึ้น และรองรับการวิดีโอคอลล์ตามยุค

ภายในมีการอัปเกรดชิปเซ็ตมาใช้ Apple A15 Bionic ที่ให้ความเร็วในการประมวลผลเร็วขึ้น เพิ่ม GPU เป็น 5 คอร์ รองรับการเชื่อมต่อทั้ง 5G ที่ตัวเครื่องรองรับทั้ง eSIM และนาโนซิมการ์ด WiFi 6 ตัวเครื่องยังรองรับชาร์จเร็ว 20W แต่ยังคงไม่แถมอะเดปเตอร์มาให้ในกล่องเช่นเดิม