อังคณา ยื่น 4 ข้อเสนอต่อทุกฝ่าย ชี้ ช่วยป้องกันเหตุซ้ำรอยถล่มยิง 15 ศพ

อังคณา ชี้ กำลังพลได้รับการฝึกฝนน้อย-งบประมาณไม่พอ เผย 4 ข้อเสนอ ไม่ให้ซ้ำรอยยิงถล่มป้อม ชรบ. ดับ15 ศพอีก

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Angkhana Neelapaiji ระบุว่า เหตุการณ์ยิงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และบาดเจ็บอีก 5 คน ที่ลำพะยา

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อคนทั่วประเทศ ชรบ. อรบ. และ อส. ถือเป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือน #Militias ที่จัดตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย โดยคาดหวังให้ประชาชนปกป้องตัวเอง ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้าน รวมถึงเป็นกำลังเสริมในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ

ต้องยอมรับว่ากองกำลังพลเรือนเหล่านี้เป็นอาสาสมัคร ได้รับการฝึกฝนน้อยทั้งเรื่องการใช้อาวุธ และทักษะ มีงบประมาณไม่เพียงพอ และขาดอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ทุกฝ่ายคงต้องถามตัวเองว่า

#นอกจากการออกมาประนามผู้ก่อเหตุ และสร้าง #FakeNews #FalseNews เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อนักปกป้องสิทธิแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีมาตราใดบ้างในการในการแก้ปัญหา ส่วนตัวในฐานะที่ติดตามปัญหา จชต. มายาวนาน มีข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย คือ

1) นอกจากการฝึกใช้กำลังอาวุธ กองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนควรได้รับ #การฝึกเพื่อเสริมทักษะในดูแลความปลอดภัยของตัวเอง เช่น การไม่จัดประชุมหรือมีการรวมกลุ่มกันในเวลาเดิมๆโดยเฉพาะในเวลาค่ำจนทำให้ง่ายแก่การถูกจ้องโจมตี

2) กองกำลังฝ่ายพลเรือนควร #มีวัสดุอุปกรณ์เพียงพอเพื่อปกป้องตนเอง เช่น #เสื้อเกราะกันกระสุน ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ (สังเกตุผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่สวมเสื้อเกราะกันกระสุน)

3) #การปฏิรูปงานการข่าว ปัญหาปฏิรูปงานการข่าวเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมาก มีการของบประมาณเพื่องานการข่าวจำนวนมากในทุกปี แต่ยังเกิดเหตุร้ายขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถป้องกันได้ (เหตุการณ์ยิง ชรบ. ครั้งนี้เชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุจำนวนมาก ทั่งคนดูต้นทาง คนโรยตะปูเรือใบ เผายางรถยนต์ฯ ทำให้สามารถปฏิบัติการได้ในเวลารวดเร็ว)

4) #การแก้ปัญหาโดยใช้การเมืองนำการทหาร ยอมรับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusiveness) เปิดใจกว้างและอดทนอดกลั้นในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่มองคนคิดต่างเป็นศัตรู หยุดสร้างวาทกรรมการเกลียดชัง (hate speech) เพราะอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ซึ่งยากจะแก้ไข

ทั้งหมดนี้น่าจะดีกว่าแค่การประณาม หรือการสร้าง #IO เพื่อสร้างความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการโยนความผิดให้คนทำงานสิทธิ ทั้งที่ #รัฐเองมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิในชีวิตของบุคคลทุกคน #AKN