อนุดิษฐ์ รุมสับนายกฯ ยืนชูสามนิ้วกลางสภา ไล่นายกฯพ้นอำนาจ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง โดยไม่มีการลงมติ ว่า ในการอภิปรายครั้งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีถูกให้ฉายาว่า เป็นนายกฯ ที่ก่อหนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ล่าสุดได้ชื่อว่าเป็นนายกฯ ที่ก่อม็อบมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ มีลูกหลานเยาวชน ตั้งแต่ประถมยันอุดมศึกษา รวมตัวกันขับไล่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ออกมาชูสามนิ้ว ผูกริบบิ้นขาว ไล่นายกรัฐมนตรี

ผมขอเป็นตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ที่มาจากคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนหลายล้านเสียง ทั่วประเทศ ชูสามนิ้วเพื่อเป็นคำมั่นสัญญา ปฏิญาณตนต่อคนไทยทั้งประเทศว่า เราขอคืนอำนาจอธิปไตยกลับมาให้ประชาชน ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ยุติความรุนแรง ยุติการคุกคาม ยุติการออกหมายเรียก ยุติรัฐธรรมนูญเผด็จการ ตั้ง ส.ส.ร. คืนอำนาจให้ประชาชน

ปัญหาหลักของประเทศไทยวันนี้มีสองปัญหา คือ ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาการเมือง ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในวันนี้มาจากปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจ ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์คือตารางเปรียบเทียบ ประมาณการรายได้จากภาษีอากร กับภาษีอากรที่จัดเก็บได้ จะพบว่า ในปีงบประมาณ 2546-2549 ช่วงของรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร สามารถจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าประมาณการมาโดยตลอด

โดยในปีงบประมาณ 2546 สามารถจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการถึง 146,000 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 17.1 จนมีการยึดอำนาจ เมื่อเดือนกันยายน 2549 จนกระทั่งเกิดการยึดอำนาจอีกครั้งในปี 2557 การจัดเก็บภาษีจากนั้นมา ต่ำกว่าประมาณการมาทุกปีงบประมาณ บางปีเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการถึง 200,000 กว่าล้านบาท และตั้งแต่ยึดอำนาจในปี 2557 จนถึงปีงบประมาณ 2563 รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการรวมกัน 1.06 ล้านล้านบาท ยังไม่นับด้านการก่อหนี้กู้เงินอีกหลายล้านล้านบาท ทั้งหมดนี้เกิดจากฝีมือของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกพ้องล้วน ๆ

นอกจากนี้ โครงสร้างงบประมาณประจำปี พ.ศ.2564 แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศมีความน่าเป็นห่วง รายจ่ายประจำ 2.526 ล้านล้านบาท และ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 99,000 ล้านบาท รวมสองรายการ 2.625 ล้านล้านบาท ในขณะที่รายรับหรือรายได้ที่มาจากการจัดเก็บภาษีประมาณการไว้ 2.677 ล้านล้านบาท

ซึ่งรายรับที่มาจากการจัดเก็บภาษีอากร กับรายจ่ายประจำและรายจ่ายเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ประมาณร้อยละ 3 ของที่กู้มาจะใกล้เคียงกันพอดี โดยไม่มีเงินที่จะใช้ในการลงทุนภาครัฐเลยแม้แต่บาทเดียว และในปี 2563 ฟันธงแล้วว่าจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าไป 3 แสนล้าน ผลคือ รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ อันจะส่งผลกระทบไปยังหนี้สาธารณะที่จะสูงเกินร้อยละ 60 ของจีดีพี ซึ่งอาจทำให้สภาวะ “ความล้มละลายทางการคลังของประเทศ” เกิดขึ้น

ขณะที่รายจ่ายประจำสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุจากรัฐราชการที่เติบโตในเชิงปริมาณ โดยรัฐบาลไม่มีนโยบายอย่างจริงจังที่จะลดจำนวนข้าราชการให้อยู่ในระดับที่ เหมาะสมแต่มีประสิทธิภาพ มีการออกกฎหมายขยายอำนาจหน้าที่ของกองทัพไปอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้จำนวนข้าราชการของกระทรวงกลาโหมมีจำนวนสูงมาก และงานไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ซึ่งการมีสัดส่วนจำนวนของข้าราชการต่องานรับผิดชอบที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่ในขณะนี้ จึงกลายเป็นภาระต่อการคลังของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดจากโควิด-19 ประเทศไทยต้องกำหนดเป้าหมายของประเทศด้านรายได้ เพื่อพิจารณาหาแหล่งรายได้ใหม่ เป็นฐานการผลิตภาษีแทนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมไปถึงเรื่องต่าง ๆ แต่รัฐบาลกลับคิดแค่การบริหารอำนาจโดยการขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและจับกุมคนเห็นต่าง ที่ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้ทุกคนในประเทศจะต้องปฏิบัติตาม ก็กลับใช้ประโยชน์อันใดมิได้

จึงมีข้อเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีถึงความจำเป็นที่ประเทศจะต้องเร่งดำเนินการ ดังนี้

(1) ลดรายจ่ายประจำโดยลดจำนวนข้าราชการที่เกินความเหมาะสมและจำเป็นเพื่อนำเงินที่เป็นรายจ่ายประจำมาใช้จ่ายเพื่อการลงทุนให้เกิดผลิตภาพที่มีคุณภาพ

(2) กำหนดเป้าหมายของประเทศเพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของโลก อยู่ในศักยภาพของประเทศและความพร้อมของวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ

(3) เปลี่ยนวิธีการงบประมาณใหม่โดยกำหนดเป้าหมายนำกระบวนการ โดยเป้าหมายดังกล่าวจะต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จในเชิงคุณภาพของผลิตภาพที่ยั่งยืน

(4) เคารพสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจของประชาชน รัฐบาลเคารพอำนาจ สิทธิ และเสรีภาพของประชาชน จะทำให้ประชาชนและนักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นอันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจะต้องเลิกใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม ประชาชน และสนับสนุนให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นผู้ร่าง

ข่าวล่าสุด

ดูทั้งหมด

ครีเอทมาก! หนุ่มโผล่งานแต่งเพื่อน ตรงตรีมเป๊ะสุด

ครีเอทมาก! หนุ่มไปงานแต่งเพื่อนที่จัดงานในธีมสีขาวเขียวทำให้บางคนอาจจะหาชุดไม่ทันรีบหยิบอะไรที่ใส่ได้ก็ใส่มาก่อน หนุ่มรายนี้ที่ใส่ชุดพนัก

ปารีณาควงพ่อ-คนราชบุรี ครึ่งหมื่นใส่เสื้อเหลืองประกาศรักในหลวง จวกม็อบไม่เคารพเลือกตั้ง

ปารีณาควงพ่อ – ชาวราชบุรี ที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มปกป้องสถาบัน กว่า 1,500 คน ซึ่งมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้พร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง พร้อมกับถือ

ม.รามคำแหง แถลงประณาม!การใช้ความรุนแรงจนมีผู้รับบาดเจ็บ

มหาวิทยาลัยรามคําแหง ออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่

เที่ยวกันไหมพิษณุโลก​หนาวแล้ว! ภูหินร่องกล้า​ 15​ องศา

เที่ยวกันไหม !? หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่องการเริ่มต้นฤดูหนาวของประเทศไทยในพศ. 2563 โดยระบุว่าประเทศไทยเริ่มเข้า

“กบ ปภัสรา” พาทัวร์ รั้วกินได้ ชีวิตบ้านๆ ที่เลือกเอง

“กบ ปภัสรา” เปิดชีวิตบ้านๆ พาทัวร์ รั้วกินได้ พืชผักสวนครัวเพียบ ไม่ต้องไปหาหาที่ไหนไกลอยู่ที่ริมรั้ว ความสุขที่มีได้ง่ายๆที่บ้าน

งานนี้โดนยำเละ!!! หนึ่งในผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม บุกป่วนม็อบเสื้อเหลือง

งานนี้โดนยำเละ!!! หนึ่งในผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม มาชูป้ายกลางม็อบคนเสื้อเหลืองปกป้องสถาบันใจความประมาณว่าไม่เอาเผด็จการ รัฐบาลทำให้