งามไส้! ผู้ว่าฯ พิจิตรสั่งเด้งนายก ทต.ทับคล้อ ผลาญงบชาวบ้าน

ผู้ว่าราชการ จ.พิจิตร ลงนามคำสั่งให้นายก ทต.ทับคล้อ พ้นจากตำแหน่งต้นเหตุใช้เงินงบประมาณจากภาษีประชาชนพาภรรยาเที่ยวต่างประเทศ และใช้รถยนต์ส่วนกลางไม่เกี่ยวข้องกับทางราชการ

27 ก.ย.60 นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการ จ.พิจิตร ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ พจ.0023.4/824 ลงวันที่ 22 กันยายน 2560 เรื่องแจ้งคำสั่งให้นายกเทศมนตรีตำบลทับคล้อ (ทต.ทับคล้อ) อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร พ้นจากตำแหน่ง โดยในหนังสือฉบับดังกล่าว อธิบายถึงเหตุผล ว่า จากการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช นายกเทศมนตรีตำบลทับคล้อ กรณีถูกกล่าวหาว่า ละเลยไม่ปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่กรณีอนุมัติให้ นางรัชต์วดี บูรนนท์ธวัช สท.ทับคล้อ (ภรรยา) เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่มีอำนาจและมีพฤติการณ์ใช้รถยนต์ส่วนกลางของเทศบาลตำบลทับคล้อในลักษณะส่วนตัว หรือรถประจำตำแหน่ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีผู้ร้องเรียนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ดุลพินิจสั่งให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากหน้าที่ตามมาตรา 73แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้รับแจ้งจากกรมการปกครองท้องถิ่น ว่า รมต.มหาดไทย ได้สั่งให้ นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลทับคล้อ ทั้งนี้จังหวัดพิจิตรจึงได้ส่งหนังสือแจ้งให้ นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช ทราบ เพื่อให้อำเภอทับคล้อแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้เทศบาลทับคล้อเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับที่มาของคำสั่งให้นายกเทศมนตรีตำบลทับคล้อพ้นจากตำแหน่ง (รวมถึงรองนายกฯ , เลขาฯ , ที่ปรึกษา ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยกัน) สืบเนื่องมาจาก การใช้รถประจำตำแหน่ง ซึ่งเป็นรถของทางราชการหมายเลขทะเบียน นข 1480 พิจิตร ไปใช้ในเรื่องส่วนตัว หลักฐานเบิกค่าน้ำมันตั้งแต่เดือน ส.ค.51 – สิ้นเดือน ธ.ค.55 มียอดเงินที่เบิกจ่ายเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 524,941.87 บาท โดยในใบเบิกน้ำมันระบุรายละเอียดเพียงว่าไปราชการ แต่ไม่ระบุว่าไปราชการเรื่องอะไร ซึ่งก่อนจะเกิดเหตุในบันทึกการสอบสวนข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ในสำนักปลัดและกองคลัง ทต.ทับคล้อ ระบุว่าเคยเตือน นายก ทต.ทับคล้อ ว่า การจะใช้รถต้องควรทำใบอนุญาตใช้รถให้ถูกระเบียบ แต่ นายก ทต.ทับคล้อ ท่านนี้กลับเรียกเจ้าหน้าที่กองคลังเข้าประชุม ณ ห้องทำงาน และได้กล่าวในที่ประชุมว่า “ผมเป็นผู้บริหาร ทำไมต้องเขียนใบอนุญาตใช้รถด้วย” และภายหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการปฏิบัติจึงเป็นที่มาของข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 11 จ.นครสวรรค์ ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นการใช้รถเพื่อการส่วนตัว

ส่วนเรื่องที่สองเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ม.ค.56 นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช นายก ทต.ทับคล้อ ได้ไปเข้าอบรมและศึกษาดูงานหลักสูตรการบริหารจัดการด้านการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของการปกครองท้องถิ่นและการบริหารจัดการด้านผังเมืองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยส่งบุคลากรของ ทต.ทับคล้อ เข้ารับการอบรมจำนวน 2 คน คือ นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช กับ นางรัชต์วดี บูรนนท์ธวัช สท.ทับคล้อ (ภรรยา) โครงการดังกล่าวจัดโดย มหาวิทยาลัยปทุมธานีระหว่างวันที่ 19-27 กุมภาพันธ์ 2556 มีกิจกรรมบรรยายในวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2556 ที่โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพมหานคร และ ศึกษาดูงานที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี , สาธารณรัฐเช็ก , สาธารณรัฐสโลวัก และสาธารณรัฐออสเตรีย ตั้งแต่วันที่ 20-27 ก.พ.56 โดย นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช นายก ทต.ทับคล้อ ได้อนุมัติและลงนามให้เบิกจ่ายเงินยืมค่าเดินทางไปราชการโครงการดังกล่าว รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 199,600 บาท

แต่ครั้งนี้ สตง.ภาค 11 จ.นครสวรรค์ เข้าตรวจสอบระบุว่า นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช นายก ทต.ทับคล้อ ไม่มีอำนาจสั่งการจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายในการดินทางไปต่างประเทศ ของ นางรัชต์วดี บูรนนท์ธวัช สท.ทับคล้อ (ภรรยา) และเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบ ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบนำเงินที่เบิกจ่ายไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบให้นำเงินจำนวน 99,800 บาท ส่งคืนคลังเทศบาลตำบลทับคล้อ จนเป็นเรื่องราวการโต้แย้งคำสั่งฟ้องศาลปกครอง โต้เถียงกันในระบบเอกสารและข้อกฎหมาย ระหว่างทางราชการ , สตง.ภาค11 จ.นครสวรรค์ กับ นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช นายก ทต.ทับคล้อ ใช้เวลาตั้งกรรมการสอบสวนไต่สวน จากวันที่กระทำผิดเดือนกุมภาพันธ์ 2556 และมีผลชี้ขาดให้ นายอัศม์เดช บูรนนท์ธวัช นายก ทต.ทับคล้อ พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 4 ปี 8 เดือน จึงสอบสวนเสร็จและมีคำสั่งให้ลงโทษผู้กระทำผิดให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว