โลกนี้อยู่ยาก!!! วิจัยล่าสุดพบ ‘ไมโครพลาสติก’ ใน ‘อุนจิ’ มนุษย์

โลกเริ่มอยู่ยากขึ้นอีกแล้วค่ะ ชีวิตประจำวันของเราดูเหมือนจะมีสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้ามาให้พบเจอมากขึ้นทุกที ล่าสุด ทีมนักวิจัยฝั่งยุโรปได้ตรวจพบว่าอุจจาระของทีมงาน 8 คน มี ไมโครพลาสติก (Microplastics) ปนเปื้อนอยู่!! มีได้อย่างไร อันตรายแค่ไหน ไบรท์ออนไลน์มีรายละเอียดของข่าวนี้มาบอกกันค่ะ

 

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนนะคะว่าเจ้า ‘ไมโครพลาสติก’ คือ ชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาดเล็กมากๆ (ประมาณ 1 นาโนเมตร) เทียบเท่าได้กับไวรัสจนถึงไข่มด มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าประเภทเครื่องสำอาง รวมถึงของใช้ส่วนตัวเริ่มที่มีการนำเอาไมโครบีดส์ (Microbeads) มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ ต่อมามีการพบว่าไมโครบีดส์นี้หลุดลอดไปจากขั้นตอนการบำบัดน้ำเสียจนไปปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำ ทะเล และแหล่งน้ำต่างๆ ทำให้ตอนนี้ไมโครพลาสติกเหล่านี้เริ่มส่งผลต่อระบบนิเวศน์แล้ว

แต่… ข่าวที่ ‘ไบรท์ออนไลน์’ นำมาแจ้งนี้ต้องบอกว่า เป็นครั้งแรกเลยค่ะที่มีการค้นพบ Microplastics ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเจ้าอนุภาคขนาดเล็กชนิดนี้อาจกำลังแพร่กระจายอยู่ในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์เราแล้วก็เป็นได้!!!

การค้นพบครั้งนี้เกิดจาก หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศออสเตรีย ได้ทำการศึกษาเล็กๆ สุ่มตรวจอุจจาระของทีมงานจำนวน 8 คน จากญี่ปุ่น รัสเซีย และประเทศในยุโรป พบว่า ตัวอย่างอุจจาระของทั้ง 8 คน มีไมโครพลาสติกซึ่งเป็นพลาสติกที่แตกต่างกัน 9 จาก 10 ชนิดปนเปื้อนอยู่ โดยยังไม่ทราบแหล่งที่มาของพลาสติกแน่ชัด แต่พบว่าทั้ง 8 คนมีโอกาสสัมผัสกับพลาสติกผ่านการกินอาหารที่ห่อด้วยภาชนะพลาสติก หรือการดื่มน้ำจากขวดพลาสติก ซึ่งมีจำนวน 6 คนในกลุ่มนี้ที่กินปลาทะเล และไม่มีใครเป็นมังสวิรัติ

 

‘Philipp Schwabl’ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์แห่งเวียนนา หัวหน้าทีมศึกษาเคสนี้ กล่าวว่า นับเป็นการศึกษาครั้งแรกที่ยืนยันข้อสงสัยซึ่งมีมานานแล้วว่าไมโครพลาสติกสามารถเข้าถึงลำไส้ของมนุษย์ได้หรือไม่ และเมื่อผลออกมาว่าเป็นไปได้ สิ่งที่น่ากังวลคือไมโครพลาสติกนี้จะส่งผลอย่างไรต่อมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหาร เพราะด้วยอนุภาคขนาดเล็กทำให้ไมโครพลาสติกสามารถเข้าสู่กระแสเลือด ระบบน้ำเหลือง จนไปถึงตับ และหากเข้าสู่ลำไส้เล็กอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของระบบทางเดินอาหาร หรือมีส่วนในการช่วยส่งผ่านสารพิษและเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ระบบทางเดินอาหารด้วย ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ทำให้ประมาณการณ์ได้ว่า กว่า 50% ของประชากรโลกอาจมีไมโครพลาสติกในอุจจาระ และทีมนักวิจัยจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาก่อนหน้านี้พบไมโครพลาสติกในลำไส้ปลา หรือแม้แต่ในเครื่องปรุงอย่างเกลือ และยังมีการพบไมโครไฟเบอร์ในน้ำประปาทั่วโลก ในมหาสมุทร และแมลงบางชนิดด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ในประเทศอิตาลีก็ตรวจพบไมโครพลาสติกในน้ำอัดลม และในนกหลายชนิด โดยพบเนื้อเยื่อที่มีลักษณะยื่นขึ้นมาจากพื้นผิวคล้ายกับนิ้วมือภายในลำไส้เล็กของนกที่มีไมโครพลาสติกในร่างกาย ซึ่งขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กและมีผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของตับ

ทั้งนี้ การใช้พลาสติกเป็นที่แพร่หลายมากในปัจจุบันจนแทบจะไม่สามารถแยกมันออกจากชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้ เพราะจากสถิติพบว่ามีการซื้อขวดพลาสติกในทุกพื้นที่ทั่วโลกทุกนาที และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีก 20% ภายในปี 2564 ทำให้หลายประเทศทั่วโลกมีการดำเนินการเพื่อสกัดกั้นมลพิษพลาสติกที่เพิ่มขึ้น เช่น การห้ามใช้ไมโครบีดส์ในเขตอำนาจศาลบางแห่ง สหประชาชาติและประเทศอื่น ๆ เริ่มรณรงค์เกี่ยวกับกรณีที่มีเม็ดพลาสติก 8 ล้านตันถูกทิ้งลงสู่ทะเลในแต่ละปี และก่ออันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล

ทางด้านรัฐสภายุโรปได้ลงมติเห็นชอบเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าห้ามใช้ไมโครพลาสติกในเครื่องสำอางที่ผลิตในยุโรป ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการยุโรปก็มีการเสนอไม่ให้ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียว เช่น คัตตอนบัดส์ (Cotton Buds) และหลอดพลาสติก โดยกระตุ้นประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจกับผู้ผลิตในการมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อความสะอาดของท้องทะเล โดยในปี พ.ศ.2568 ประเทศในยุโรปควรมีการแก้ไขปัญหาเรื่องขวดพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวให้ได้ 90%

นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศเกี่ยวกับข้อเสนอที่จะห้ามใช้หลอดพลาสติก เครื่องดื่มภาชนะพลาสติก และคัตตอนบัดส์ ซึ่งอาจถูกย่อยกลายเป็นไมโครพลาสติกได้ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนตุลาคม 2563

ก็ต้องมารอดูกันนะคะว่า มาตรการที่เหล่าชาติมหาอำนาจกำหนดขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหา ‘Microplastic Fever’ นี้จะเพียงพอและทันท่วงทีหรือไม่ เพราะดูจากปริมาณการตรวจพบที่เรียกได้ว่ามหาศาล เข้าใกล้คำว่า 100 เปอร์เซ็นต์แบบนี้ ปัญหาของ ‘อนุภาคเล็กๆ’ น่าจะกลายเป็นมหากาพย์ที่สร้างผลกระทบวงกว้างระดับ ‘มหภาค’ ในไม่ช้า

ที่มา: www.theguardian.com




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ