เกาะติดศึกชิง”ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์”เมื่อ“บิ๊กบราเธอร์”ส่งซิก เขี่ย “มาร์ค”พ้นพรรค​

โหมโรงปี่กลองการเลือกตั้ง ทุกสำนักข่าวกำลังเกาะติดศึกชิงตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” เพราะไม่ใช่เรื่องเกมการเมืองภายในพรรค หากแต่ยังหมายถึงเกมจัดตั้งรัฐบาล หลังเลือกตั้งทั่วไปต้นปีหน้า

วัฒนธรรมการเมืองของ ปชป. ในการเลือกหัวหน้าพรรค สะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่มีการต่อสู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะมีการต่อสู้อย่างเข้มข้น

เมื่อเมื่อปี 2546 มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป.คนที่ 6 เป็นการต่อสู้ระหว่าง “บัญญัติบรรทัดฐาน” กลุ่มทศวรรษใหม่ กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลุ่มผลัดใบ ​ลึกๆแล้ว มันเป็นสงครามตัวแทนของ “กลุ่มจารีตเดิม” ที่มีนักการเมืองสายใต้เป็นแกนหลัก กับ “กลุ่มทุนใหม่” นำโดย
สุเทพ เทือกสุบรรณ ปรากฏว่า อภิสิทธิ์พ่ายเลือกตั้ง


ตรงกันข้าม สำหรับการเลือกหัวหน้าพรรคที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ “บัญญัติ” ประกาศหนุน “อภิสิทธิ์” ตามด้วย ชวน หลีกภัย ก็ยกมือหนุนมาร์ค

ส่วน “สุเทพ” ที่เคยหนุนมาร์ค แยกวงไปตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) แต่อดีตแกนนำ กปปส.ชื่อ “ถาวร เสนเนียม” แสดงตัวเป็นกุนซือให้ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” อดีต ส.ส.พิษณุโลก ลงสู่ศึกชิง หัวหน้าพรรค โดยอาศัยแบรนด์ “มือปราบจำนำข้าว” เป็นจุดขาย ส่วน อลงกรณ์ พลบุตร อดีต ส.ส.เพชรบุรี ที่ลาออกจากพรรค ปชป.ไปแล้ว ไม่น่าจะกลับมาเล่นเกมชิงเก้าอี้ในพรรคอีก

ทำไม “ถาวร” จึงเข็น “หมอวรงค์” ลงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค? อันที่จริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พลิกกลับไปดูแฟ้มข่าวเก่า เมื่อกลางปีที่แล้ว ก็จะพบข่าว วัชระ เพชรทอง คนสนิทของบัญญัติ บรรทัดฐาน ปูดข่าว “สุเทพ” จะดันอดีตแกนนำ กปปส.ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยหวังยึดพรรค ปชป. เป็นฐานสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

การต่อสู้ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จึงถูกมองว่า เป็นการประลองกำลังระหว่าง “กลุ่มจารีตเดิม” กับ “กลุ่มอดีต กปปส.”

มีรายงานข่าวว่า “ถาวร” ได้รับสัญญาณมาจาก “บิ๊กบราเธอร์” ที่เริ่มระแวงท่าทีของ “อภิสิทธิ์” และ “ชวน หลีกภัย” หวั่นว่า หลังปิดหีบเลือกตั้ง ปชป.จะพลิกเกมไปร่วมกับขั้วเพื่อไทย
​เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ พลิกไปดูแฟ้มข่าวเก่า เมื่อกลางปี 2560 ก็จะพบข่าว วัชระ เพชรทอง คนสนิทของบัญญัติ บรรทัดฐาน ปูดข่าว “สุเทพ” จะดันอดีตแกนนำ กปปส.ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หวังยึดพรรค ปชป. เป็นฐานสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

ตอนนั้น สุเทพ และอดีตแกนนำ กปปส.ที่อยู่ใน ปชป.ต่างดาหน้าออกมาปฏิเสธข่าวกันใหญ่ แต่ถึงวันนี้ สิ่งที่หลายฝ่ายคาดเดาเอาไว้ ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว ​มิทันเคลือนทัพสู่สมรภูมิเลือกตั้ง ส.ส. พรรคเก่าแก่อายุ  70 กว่าปี ก็วัดกำลังภายในพรรคเสียแล้ว

​ศึกชิงประมุขพรรคครั้งนี้ คงไม่ถึงขั้นพรรคแตก แต่จะส่งผลต่อเกมตั้งรัฐบาลใหม่อย่างแน่นอน

” หมอวรงค์ ” ลั่นชิงหัวหน้าพรรคไม่มีอะไรแอบแฝงปราศจากการครอบงำ

ส่วนความเคลื่อนไหวของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะผู้สมัครชิงหัวหน้าพรรคปชป. วันนี้ (24 ก.ย.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค Warong Dechgitvigrom ว่า วันนี้ผมมีเรื่องที่ต้องบอกกล่าวสักสามเรื่องครับ

อ่านรายละเอียด https://www.facebook.com/Warong-Dechgitvigrom-1635406246730420/

1.ผมตั้งใจจะประกาศเจตนารมณ์ สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ.ลานอนุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มหาวิทยาลัยนเรศวร ในวันที่ 27 กันยายน 2561 เริ่มเวลา 17.00 น. เนื่องจากจังหวัดพิษณุโลก เป็นบ้านของผมเอง และเป็นที่เกิดทางการเมืองของผม

ในวันที่ 28 กันยายน 2561 ผมและคณะจะเดินทางไปพบสมาชิกพรรค และผู้สนใจที่จังหวัดสุโขทัย เนื่องจากสุโขทัยคือบ้านเกิดของผม และจะไปอีกหลายจังหวัด

2. มีคนพยายามที่จะบอกว่า ผมไปใช้คอนโดเดอะไลท์ ของขิง เอกณัฐ และไปใช้แปซิฟิกคลับ ของท่านสุเทพ เป็นวอร์รูม ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ผมไปเจอขิงที่เดอะไลท์เพียงที่เดียว เพื่อไปพูดคุย ชักชวน รับฟังข้อคิดเห็นเท่านั้น

วันนี้ วอร์รูม ที่เราใช้ประชุมกันนั้นคือบ้านท่านถาวร เสนเนียม ซึ่งไม่ห่างไกลจากพรรคประชาธิปัตย์มาก และประชุมกันเกือบทุกวัน ถ้าหากท่านใดอยากไปเยี่ยม หรือเพื่อนสื่อมวลชนอยากไปชม เรายินดีที่จะพาไปชมวอร์รูมของเราครับ เพราะไม่มีอะไรต้องปิดบัง

3.พวกเราสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีเจตนาที่ชัดเจนคือ ทำพรรคให้เข้มแข็ง ทำพรรคให้ยิ่งใหญ่ และมีชัยชนะ โดยไม่มีเรื่องใดๆแอบแฝง และปราศจากการครอบงำ

พวกเราต้องการการสนับสนุนจากทุกๆฝ่าย และตั้งใจเพื่อพรรค ประชาชนและประเทศจริงๆ จึงเป็นหน้าที่ที่จะต้องไปพบปะ พูดคุย กับผู้ใหญ่ในพรรค เพื่อนๆส.ส.และสมาชิกพรรคให้มากที่สุด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด การตัดสินใจใดๆ ของ ผม จะยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผู้สนับสนุน แต่ท้ายที่สุดผมเชื่อว่า ผู้ที่สนับสนุนผม ก็จะได้รับประโยชน์เช่นกันในฐานะที่เป็นคนไทย