กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เผย ข้าวเหนียวหมูปิ้ง มื้อเช้าอันตรายควร ลด ละ เลิก!

ข้าวเหนียวหมูปิ้ง วันนี้เราจะพูดถึงอาหารอันตรายใกล้ๆ ตัวสำหรับทั้งวัยเรียนและวัยทำงานที่มีความเร่งรีบในตอนเช้า ซึ่งอาหารอย่าง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเป็นอาหารที่สะดวกหาซื้อง่ายเดินผ่านที่ไหนก็เจอครับ แต่มันอุดมไปด้วยสารก่อมะเร็งและคลอเรสเตอรอลสูง

ผลการวิจัยจากหนังสือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2549 ระบุว่า การรับประทานข้าวเหนียวหมูปิ้งเสี่ยงที่จะทำลายสุขภาพ หากทานบ่อยเกินไป และไม่ออกกำลังกาย นอกจากพลังงานกิโลแคลอรี่ จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วน

โดยการวัดแคลอรี่ หมูปิ้งไม้ละ 115-130 แคลอรี่แล้วแต่ขนาด ข้าวเหนียวห่อนึงน่าจะ 150 แคล ถ้ากินสัก 5 ไม้ ข้าวเหนียวห่อหนึ่งก็กลายเป็น 725 แคลอรี่++ ได้เลยนะครับ และส่วนมากหมูปิ้งที่ขายกันอยู่มักมีส่วนที่ไหม้เยอะหากอยากทานพยายามหาร้านที่หมูไม่ไหม้มาก หรือพยายามตัดเอาส่วนที่ไหม้ออก เพราะมีสารก่อมะเร็ง

ชื่อว่า PAH (Polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารอินทรีย์ เช่น ไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์ น้ำมัน และไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงพบสารชนิดนี้ในส่วนที่ไหม้เกรียมของหมูปิ้ง นอกจากนี้ยังพบว่าสาร PAH มีความคล้ายคลึงกับการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ บุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมี เช่น สารโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons) สารนี้จะเกิดจากการสันดาปไม่สมบูรณ์ของไขมัน หรือสารเฮทเทอโรโซ คลิกเอมีน (Heterocyclic amines: HAs) ที่เกิดจากการเผาไหม้โปรตีน เป็นต้น

แต่ถึงบอกไปแล้วยังไงมันก็หลีกเลี่ยงได้ยากอยู่ดี เพราะอย่างน้อยมันก็ต้องมีมื้อเช้าสักมือที่คุณๆ เลือกกินกัน ดังนั้นเราขอแนะนำว่า เลือกซื้อ หมูปิ้ง ร้านที่ไม่มีมันหมูติดอยู่ และไม่ปิ้งจนเกิดส่วนที่ไหม้เกรียมซึ่งเป็นส่วนที่รวมสารก่อมะเร็งอยู่ และควรเปลี่ยนอาหารมื้อเช้าไปเรื่อยๆ (อาทิตย์หนึ่งกินหมูปิ้งแค่วันเดียวก็พอ)

และสูตรเดิมครับ “กินคลีน” วรบริโภคผัก และผลไม้เป็นประจำทุกวัน เพื่อทำให้ระบบการขับถ่าย และการกำจัดของเสียออกจากร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการศึกษาพบว่า ถ้ากินผลไม้ทันทีหลังมื้ออาหาร วิตามินซีในผลไม้จะช่วยลดการเกิดสารประกอบไนโตรซามีนขึ้นในกระเพาะอาหาร จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้

บทความนี้แปลและเขียนโดยทีมข่าว Bright Today

ขอบคุณข้อมูลจาก :

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=2185&fbclid=IwAR00zlbFTAEhBnM_SNcdBlwj9QFu1-pWdHKubLTn2AUNZuaTlFAE8V5eXqE

http://www.suvarnachad.co.th/article_60.php?pdid=154&page=8