เปิดเบื้องหลังกองทัพสหรัฐและโดนัลด์ ทรัมป์ จับกุม ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เหมือนประจานเทคโนโลยีจีน
เฟซบุ๊ก ณัฐมาคุย โพสต์ข้อความเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐและโดนัลด์ ทรัมป์ จับกุม ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา
เบื้องหลังปฏิบัติการ 3 มกรา (2026): เมื่อการจับกุม ‘มาดูโร’ กลายเป็นการประจาน ‘เทคโนโลยีจีน’ ไปกลายๆ
หลายคนคงทราบข่าวใหญ่รับต้นปี 2026 เรื่องที่กองทัพสหรัฐอเมริกา บุกเวเนซุเอลาและรวบตัวอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ได้สำเร็จ แต่ภายใต้พาดหัวข่าวนั้น มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดกว่าแค่การเปลี่ยนขั้วอำนาจธรรมดาๆ
เพราะวันที่ 3 มกราคม 2026 ไม่ได้ถูกจารึกว่าเป็นจุดจบของเผด็จการคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ “ภาพลักษณ์มหาอำนาจของจีน” ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ทั้งในเกมการทูตและสมรภูมิรบจริง
“มหามิตร” หรือ “ตัวชี้เป้า”?
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยตลกร้ายที่เจ็บแสบที่สุด นิโคลัส มาดูโร ผู้ซึ่งระวังตัวแจและหลบซ่อนในเงามืดมาตลอด กลับถูกจับได้เพราะการมาเยือนของเพื่อนรักอย่างจีน
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนปฏิบัติการจะเริ่ม มาดูโรได้เปิดทำเนียบประธานาธิบดี (Miraflores Palace) ต้อนรับ ชิว เสี่ยวฉี (Qiu Xiaoqi) ทูตพิเศษของ สี จิ้นผิง เพื่อหารือและยืนยันถึง “การสนับสนุนที่มั่นคง” ระหว่างสองชาติ
แต่หารู้ไม่ว่า การประชุมยาวนาน 3 ชั่วโมงนั้น แทนที่จะเป็นเกราะคุ้มกัน กลับกลายเป็น “สัญญาณไฟขนาดใหญ่” (Beacon) ที่แจ้งพิกัดให้ศัตรูรู้ การรวมตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากในจุดเดียว ทำให้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ “ล็อกเป้า” ได้อย่างแม่นยำ 100%

ทันทีที่คณะทูตจีนแยกย้าย กองทัพสหรัฐฯ ก็เริ่มปฏิบัติการทันที (มีรายงานว่าคณะทูตชุดนี้ยังคงตกค้างอยู่ในเมืองหลวงท่ามกลางความโกลาหล)
ชาวเน็ตจีนถึงกับเรียกคณะทูตชุดนี้ด้วยความขมขื่นว่าเป็น “คณะทูตงานศพ” (Funeral Delegation) เพราะไปเยี่ยมใคร คนนั้นจุดจบไม่สวย คล้ายกับเหตุการณ์ปี 1999 ที่สถานทูตจีนในเบลเกรดถูกระเบิดเพราะเข้าไปพัวพันในพื้นที่สงคราม เหมือนเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม แต่ในรูปแบบที่เปลี่ยนไป
ความพ่ายแพ้ของ “โล่ปักกิ่ง”
สิ่งที่ทำให้จีนเสียหน้าที่สุดไม่ใช่เรื่องการทูต แต่คือความจริงที่ว่า “อาวุธจีนแพ้ราบคาบเมื่อเจอของจริง”
เวเนซุเอลาเคยคุยโวว่าตนมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยที่สุดในอเมริกาใต้จากการทุ่มงบซื้ออาวุธจีน แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผลลัพธ์กลับกลายเป็นหายนะ
เรดาร์ตาบอดสนิท: เรดาร์รุ่น JY-27 และ JYL-1 ที่จีนเคลมว่าเป็น “นักฆ่าเครื่องบินล่องหน” (Stealth Killer) สามารถจับเครื่องบินล่องหนอย่าง F-22 ได้ กลับพ่ายแพ้ต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ของสหรัฐฯ อย่างหมดรูป สัญญาณถูกรบกวนจนใช้งานไม่ได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรก ก่อนจะถูกขีปนาวุธทำลายทิ้ง
สหรัฐอเมริกาเลือกใช้ EA-18G Growler เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เข้าไปรบกวนการตรวจจับของเวเนซูเอลา และส่ง F-22/F-35 เครื่องบินสเตลธ์เข้าไปทำลายระบบการป้องกันทางอากาศที่นำเข้าจากรัสเซีย และจีน เช่น S-300VM, Buk-M2E, และเรดาร์ตระกูล JY
ยานเกราะถูกทิ้งร้าง: รถถังสะเทินน้ำสะเทินบกตระกูล VN-16/VN-18 กลายเป็นเพียงเป้านิ่งเมื่อขาดการครองอากาศ ทหารเวเนซุเอลาจำนวนมากเลือกทิ้งรถหนีตายแทนที่จะสู้
นักการทหารวิเคราะห์ตรงกันว่า นี่คือการประจานให้เห็นว่า อาวุธจีนอาจดูดีแค่ในหน้ากระดาษสเปก แต่ยังขาดขีดความสามารถในการรบแบบเครือข่าย (Network-Centric Warfare) เมื่อต้องเจอกับกองทัพระดับท็อปอย่างสหรัฐฯ
ข่าวกรองที่เจาะทะลุทุกซอกทุกมุม
พลเอก “ไรซิน” เคน (General “Raizin” Caine) ผู้บัญชาการปฏิบัติการ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้โลกรู้ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้แค่ชนะ แต่ “เหนือชั้น” จนน่ากลัว
รู้ลึกถึงห้องนอน: สหรัฐฯ ไม่ได้รู้แค่มาดูโรอยู่ที่ไหน แต่รู้ลึกถึงกิจวัตรส่วนตัวว่า “เขากินอะไร, ใส่เสื้อผ้าแบบไหน, เดินทางอย่างไร หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงของเขาอยู่ที่ไหน” นี่เท่ากับเป็นการตบหน้าระบบรักษาความปลอดภัยของจีนว่า “ไม่มีความลับสำหรับสหรัฐฯ” (ทาง Reuters รายงานว่าทางสหรัฐอเมริกาน่าจะมีการส่งสายลับ CIA หรือมี asset ที่เป็นหนอนบ่อนไส้ที่ใกล้ชิดกับมาดูโรมากๆ)
แสนยานุภาพที่ท่วมท้น: ปฏิบัติการนี้ใช้อากาศยานถึง 150 ลำ บุกเข้าน่านฟ้าเวเนซุเอลาโดยที่เรดาร์จีนเตือนภัยไม่ได้แม้แต่น้อย
ปิดเกมในพริบตา: เวลา 01:01 น. (หลังงานเลี้ยงเลิก) เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ลงจอดและถูกยิงต่อต้าน แต่ด้วยกำลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น ทำให้มาดูโรและภรรยาต้องยอมจำนนและถูกคุมตัวทันที
บทสรุป
เหตุการณ์ 3 มกราคม 2026 จึงเป็นมากกว่าข่าวการเมือง เพราะมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ว่า “เมื่อมหามิตรกลายเป็นตัวชี้เป้า และอาวุธที่ภูมิใจกลายเป็นเศษเหล็ก” อำนาจของจีนในละตินอเมริกาอาจกำลังถูกสั่นคลอนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษครับ
ส่วนตัวผมเห็นว่ารอบนี้ ทรัมป์หล่อได้ใจมากๆ และพอยิ่งใช้ข้ออ้างว่า
- ตลอดเวลา 25 ปีเวเนซูเอล่า เป็นเหมือน “ระบอบเผด็จการค้ายา” (Narco-dictatorship) ไม่ได้แค่ทำลายเศรษฐกิจ แต่ได้ “ลบชีวิตของคนทั้งตระกูล” หายไป ไม่ว่าจะเป็นงาน, เงินเก็บ, บำนาญ และการลงทุน ทั้งหมดกลายเป็นศูนย์
- แถมวิกฤตนี้ทำให้ประชากรถึง 1 ใน 3 ของประเทศ ต้องหนีตาย กลายเป็นการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก (รองจากซีเรียเท่านั้น)
- ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหลายร้อยคนถูกขังลืม และอีกนับพันถูกสังหารเพียงเพราะพูดความจริง
ทำให้สหรัฐอเมริกาปฏิบัติการข้ามประเทศนี้แบบหล่อๆ ได้ใจทั้งชาวอเมริกัน และชาวเวเนซูเอล่าไปอย่างเนียนๆ แม้ว่าดูลึกๆ แล้วเหตุผลที่แท้จริง อาจจะเป็นการอยากเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบสำรองที่ยังเหลืออยู่ของเวเนซูเอล่า เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของสหรัฐอเมริกาเองก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก ณัฐมาคุย