ทช. พบลูกพะยูนเกยตื้นตายในพื้นที่ จ.ตรัง เร่งอนุรักษ์ก่อนสูญพันธุ์ไปจากท้องทะเลไทย

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้รับแจ้งจากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (จ.ภูเก็ต) ว่าพบพะยูนเกยตื้นตายบริเวณหาดโตบ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยทีมเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดกาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบง จ.ตรัง ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมขนย้ายซากพะยูนมายังศูนย์วิจัยฯ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการผ่าชันสูตรซากพะยูนตัวดังกล่าว พบว่าเป็นพะยูนวัยเด็ก เพศเมีย ขนาดความยาววัดแนบ 142 เซนติเมตร น้ำหนัก 44 กิโลกรัม สภาพซากสด บริเวณลำตัวมีเพรียงเกาะอยู่ทั่วลำตัว และมีสภาพค่อนข้างผอมจากลักษณะรอยคอดบริเวณลำคอ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการป่วยตามธรรมชาติ จากระบบหายใจล้มเหลว เนื่องจากพบว่าปอดด้านขวามีคราบหนองจำนวนมากจนทำให้เกิดการยึดติดกับกระบังลม และมีการสะสมของเหลวอยู่ภายในช่องอกด้านขวาจำนวนมาก ร่วมกับมีก้อนเลือดคั่งอยู่ภายในช่องอกจนส่วนของปอดหดเล็กลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของขนาดปกติ นอกจากนี้ยังพบก้อนหนองขนาด 2.5 x 2 เซนติเมตรภายในเนื้อปอด ในส่วนของหลอดลมแขนงปอดด้านซ้ายพบพยาธิตัวแบนจำนวนมาก ซึ่งสามารถทำให้เกิดการขัดขวางทางเดินหายใจได้ ในส่วนของอวัยวะภายในอื่นๆ พบความผิดปกติเล็กน้อย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เพื่อนำไปตรวจทางจุลพยาธิวิทยาต่อไป

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 ปี มีความยาวประมาณ 2.5 – 3 เมตร และมีน้ำหนักราว 230 – 500 กิโลกรัม กินพืชในน้ำเป็นอาหาร โดยเฉพาะหญ้าทะเลบริเวณชายฝั่ง เราสามารถพบเจอพะยูนได้ในทะเลชายฝั่งเขตอบอุ่น ตั้งแต่ชายฝั่งทวีปแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย ซึ่งนั่นรวมถึงทะเลแดง มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก พะยูน

มีบรรพบุรุษร่วมกับแมนนาที พวกมันมีความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านลักษณะกายภาพภายนอกและพฤติกรรม และสัตว์ทั้งสองสายพันธุ์นี้ก็มีบรรพบุรุษร่วมกับสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างช้าง ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้มีลักษณะภายนอกและพฤติกรรมที่เหมือนกันก็ตาม ด้วยความที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ พวกมันจึงต้องขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อหายใจทุกๆ 6 นาที ในบางครั้ง พวกมันหายใจด้วยการ “ยืน” ด้วยหางและเอาหัวโผล่ขึ้นพ้นน้ำ

นายจตุพร กล่าวว่า ประเทศไทยได้ออกกฎหมายเพื่อปกป้องพะยูนมานานแล้ว พะยูนได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในปี พ.ศ. 2535 และตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (CITES) พะยูนซึ่งเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ได้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ลำดับ 86 ของบัญชีไซเตส

จึงเป็นสัตว์ที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย และเพาะพันธุ์เท่านั้น สำหรับในระดับโลก สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดอันดับให้พะยูนอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย (Vulnerable–VU) อันมีความหมายว่ามีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าไร้ซึ่งการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากมนุษย์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการดูแล อนุรักษ์ และฟื้นฟูสัตว์ทะเลหายาก ได้ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นภายในพื้นที่ เพื่อหาทางเพาะพันธุ์และฟื้นฟูปริมาณพะยูนในธรรมชาติให้มีมากขึ้น รวมถึงรณรงค์ให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์พะยูน โดยเมื่อปี 2561 มีการสำรวจประชากรพะยูนในทะเลตรังอีกครั้ง ค้นพบว่ามีพะยูนคู่แม่ลูก 42 คู่ ซึ่งเป็นข้อมูลยืนยันว่ามีพะยูนมากกว่า 210 ตัว และถ้ามนุษย์ไม่ล่ามันเพิ่มเติมก็เชื่อว่าในปี 2562 พะยูนจะเพิ่มขึ้นอีกราว 250 ตัว นอกจากนี้ เมื่อนำข้อมูลปี 2560 ซึ่งพบว่ามีพะยูนประมาณ 169 ตัวมาเปรียบเทียบ

ก็พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรพะยูนอย่างน่าดีใจ

นายจตุพร กล่าวทิ้งท้ายว่า สาเหตุที่ประชากรพะยูนเพิ่มสูงขึ้น นอกจากความพยายาม

ของนักอนุรักษ์แล้ว ปัจจัยที่สำคัญคือความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการเดินเรือ ประชาชนในพื้นที่ที่ร่วมกันรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้พะยูนเป็นสัตว์สงวนและช่วยกันอนุรักษ์ไว้ อีกทั้งชาวประมงก็ไม่ควรใช้เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลหายาก เข้ามารุกล้ำทำการประมงในเขตที่อยู่อาศัยของพะยูน รวมไปถึงการฟื้นฟูหญ้าทะเลให้เป็นแหล่งอาหารของพะยูนอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้จำนวนพะยูนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกิดเป็นความหวังว่าพะยูน

จะยังเป็นสัตว์สัญลักษณ์คู่จังหวัดตรังและประเทศไทยต่อไป




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ