พลังเพลิงเอ็ฟเฟ็ค พีทีที ระยอง กับวิกฤติการณ์ฟองสบู่ฟุตบอลไทย

พีทีที ระยอง ในเรื่องน่ายินดีกับแชมป์ไทยลีกหน้าใหม่ ก็ยังคงมีเรื่องน่าเสียดายสอดแทรกขึ้นมาให้ถกเถียงดราม่ากันอีกครั้ง กับปัญหาการยุบทีมสโมสรฟุตบอล ซึ่ง 5-6 ปีหลังนี้ มีถี่ขึ้นจนกำลังจะเป็นเรื่องคุ้นชินกันให้แล้ว โดยทีมล่าสุดที่เพิ่งตั้งโต๊ะแถลงต่อสื่อไปเมื่อวานนี้ คือ… “พลังเพลิง” พีทีที ระยอง ที่เพิ่งจะรอดพ้นจากการตกชั้นไทยลีก 1 ไปเมื่อสุดสัปดาห์นี้เองแท้ๆ แต่กลับตัดสินใจจุดไฟ “พักทีม” จนมอดไหม้สนิท

นั่นเท่ากับว่า ทุกสิ่งที่สร้างมาและเกิดขึ้น มีอันต้องพับเสื่อ กลับบ้านใครบ้านมันทันที ปรากฏการณ์ที่ พีทีที ระยอง ได้สร้างไว้ล่าสุด มิใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านั้นมีหลายทีมที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน และส่วนใหญ่ที่ปิดม่านลงเหมือนๆกัน ก็มาจากเหตุผลเดียว คือ เจ๊ง ,ขาดทุน ,ไม่มีผู้สนับสนุน ที่ผ่านมาบางทีมที่เกือบยุบทีมไป แต่ก็ยังโชคดีจำแลงแปลงกายเป็นชื่อใหม่ เปลี่ยนรังเหย้า เปลี่ยนกลุ่มทุนบริหาร สุดแล้วแต่จะปรับแก้กัน

ดั่งเช่น ซูเปอร์พาวเวอร์ สมุทรปราการ หรือ โอสถสภาเดิม ก็ย้ายฐานไปที่มหาสารคามในชื่อ จัมปาศรี ยูไนเต็ด แต่กลับเจอปัญหาใหม่เรื่อง คลับไลเซนซิ่ง จนต้องพักทีมไปแบบไร้หลักลอย หรืออย่าง เพื่อนตำรวจ ก็เจอปัญหาเรื่องเงินจนไม่ผ่านคลับไลเซนซิ่ง จนต้องโดนพักทีมไป 1 ปี แต่ก็กลับมาสานตำนานกันต่อได้ เมื่อรวมร่างกับ บีอีซี เทโรศาสน เป็นชื่อใหม่ โปลิศ เทโร ในที่สุด แต่อย่างกรณีทีมบีบีซียู หรือ จุฬา-สินทนา เดิม ก็เป็นอีกทีมที่เจอปัญหาเรื่องเงิน แต่กลับขอถอนทีมออกจาก ไทยลีก2 กันแบบดื้อๆ ทั้งๆที่ยังแข่งขันกันอยู่เลย จนโดนปรับให้ไปเล่นไทยลีก 4 แล้วก็ปิดตำนานสโมสรกันไปซะเฉยๆ

สิ่งที่พอจะสังเกตุเห็นได้ …สโมสรที่ยุบทีมไปเหล่านั้น มักจะเป็นทีมเก่าแก่ที่มีลักษณะของทีมแบบหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆที่สร้างกันขึ้นมาภายใน เช่น ทีมทีโอที หรืออย่างทีมพนักงานยาสูบ เป็นต้น ที่ไม่สามารถสร้างฐานแฟนบอลของตัวเองให้มีจำนวนมากขึ้นมาได้ บวกกับกระแสไทยลีกยุคใหม่ แฟนบอลมีความเป็นท้องถิ่นนิยมสูงขึ้น ต่างคนก็อยากจะเชียร์ทีมบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองมากกว่าเชียร์ทีมของบริษัทหรือหน่วยงานอะไรก็ไม่รู้ สิ่งนี้เองที่หลายๆสโมสรก็ต่างเริ่มปรับตัว ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มากขึ้น เพื่อที่จะสร้างฐานแฟนให้ภูมิลำเนาในพื้นที่รังเหย้าตน อย่าง บางกอกกล๊าส เอฟซี น่าจะตระหนักถึงจุดนี้ดี เพราะเพิ่งจะเปลี่ยนชื่อทีมมาเป็น บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ไปแล้ว ซึ่งในอนาคต ทีมๆนี้ อาจจะปรับเปลี่ยนไปเป็น ปทุม ยูไนเต็ด ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น

แม้ว่าแนวโน้มของฟุตบอลลีกของประเทศไทย จะดูขาขึ้น แต่ภาพก็ยังไม่ชัดเจน ดูไม่ออกว่าจะเฟื่องฟู หรือ ฟองสบู่กำลังจะแตก มูลเหตุหลายๆปัจจัยที่ชวนสงสัย ไม่ว่าจะเป็นค่าเหนื่อยหรือเงินเดือนของนักฟุตบอลที่แพงขึ้นทุกวัน ก็เคยเป็นปัญหาที่สโมสรติดค้างจ่ายก็มีให้เห็นเป็นข่าว หรือกรณีการตัดสินในบางเกมที่ดูไม่เป็นธรรม ข้อสงสัยเรื่องการล็อคผลการแข่งขัน การล้มบอลที่เป็นผลพ่วงตามมาได้เช่นกัน ที่เป็นเหตุให้แฟนบอลเบื่อหน่าย จนไม่ยอมสานต่อวัฒนธรรมการเชียร์ในสนาม กัดกร่อนความศรัทธา ความน่าเชื่อถือของแฟนบอล รายได้ที่เกิดขึ้นนัดต่อนัดก็ลดฮวบฮาบหายไป แม้จะได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอด แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับรายได้มหาศาลที่เกิดขึ้นในสนามวันแข่งขันเลย สิ่งต่างๆเหล่านี้แหละที่ ไทยลีกเองในฐานะฝ่ายจัดการแข่งขันต้องพยายามอุดรูรั่วเหล่านี้ให้ได้ ก่อนที่ปัญหาทั้งหมดนี้ จะก่อร่างปั้นรูปตีคนจนเป็น “ฟอง”

กรณีของพีทีที ระยอง ในครั้งนี้ ผู้บริหารก็ยอมรับชัดเจนว่า “ไม่ถนัดในการทำสโมสรฟุตบอลระดับอาชีพ มีการปรับเปลี่ยนภายในทีมมาตลอด 7-8 ปี แต่ก็ยังไม่ได้ภาพของมวลชนในด้านความรัก ความสามัคคี ก็เลยขอเลือกหันมาลุยสนับสนุนเยาวชนแทนดีกว่า” … จะเห็นได้เลยว่า สุดท้ายแล้ว ฐานแฟนบอลของทีมนี่แหละ คือตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดว่า สโมสรฟุตบอลอาชีพจะร่วง หรือ จะรุ่ง

ปรากฏการณ์ พลังเพลิงเอ็ฟเฟ็ค สะท้อนให้เราเห็นว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมันก็ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าคนที่รักฟุตบอลอย่างเราเช่นกัน แม้แต่คนบริหารทีมทุกๆสโมสรก็ต่างลดสเกลการทำทีมลงด้วยกันทั้งนั้น เกมบิ๊กแม็ตช์บางนัดคนดูยังแค่หลักพันก็มี แต่สิ่งที่จะยึดโยงให้ทีมประสบความสำเร็จได้ คือ แรงสนับสนุนของผู้คนต่างหาก ถ้าผลงานของทีมดี คนก็อยากดู เล่นกันเต็มที่ ก็ได้ใจคน แล้วเรื่องรายได้ต่างๆก็จะตามมาเอง

การโบกมือลาบนเวทีลีกสูงสุดของพีทีที ระยอง แม้จะเข้าใจเจ้าของเงิน แต่หัวใจของแฟนบอลที่ติดตามเชียร์ทีมมานาน ก็อดเสียดายแทนพวกเขาไม่ได้ แต่หากว่าแฟนของพีทีที ระยอง จะเป็นชาวระยองส่วนใหญ่แล้วล่ะก็ เห็นทีว่างานนี้ ก็คงน่าจะพอยิ้มออกอยู่บ้าง เมื่อทีมน้องใหม่ปีหน้า ยังได้ “ระยอง เอฟซี” ที่เลื่อนชั้นสู่ไทยลีกเป็นครั้งแรกของสโมสร ก็ลองเทใจตามกันไปเชียร์ ตามสนับสนุน ถือว่าเป็น “ตัวตายตัวแทน” แล้วกันฮิ

ท้ายสุดนี้ ผลข้างเคียงของเอ็ฟเฟ็ค จากการบอกลา “พลังเพลิง” ก็ยังได้ไปช่วยให้ “ช้างศึกยุทธหัตถี” สุพรรณบุรี เอฟซี รอดพ้นจากการตกชั้นตามกฏระเบียบที่เขียนเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ ขอแสดงความยินดีกับแฟนบอลเลือดสุพรรณอีกครั้ง

“นาซ่าบ้าบอล”

ขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/PTTRY