5 พรรคแข่งนโยบายเพื่อเด็กและเยาวชนชิงคะแนนวัยโจ๋

5 พรรคการเมือง ส่งคนรุ่นใหม่ แข่งนโยบายชิงคะแนนเด็กและเยาวชน เวที “ปิดเทอมสร้างสรรค์” ขณะที่สภาเด็กและเยาวชน วอนพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารและมีอำนาจกำหนดนโยบายในอนาคต ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก ให้การพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นวาระชาติ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562 ณ ลานกิจกรรมชั้น LG สยามสแควร์วัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีแสดงนโยบายด้านเด็ก และเยาวชน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “มุมมอง NEW GEN พรรคการเมือง กับเรื่องปิดเทอมสร้างสรรค์”

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า ผลสำรวจของยูรีพอร์ต ซึ่งสำรวจเด็กและเยาวชน 1,882 คน พบ เกือบครึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย โดยร้อยละ 35% เห็นว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย โดยเยาวชน ร้อยละ 12 ไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากไม่ทราบช่องทางการเข้าถึง ทั้งนี้ ข้อเสนอของเยาวชน ร้อยละ 42 ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็ก และเยาวชนมากที่สุด จึงเป็นที่มาของการจัดเวทีครั้งนี้ เพื่อส่งต่อข้อมูล สะท้อนความคิดเห็น ขณะเดียวกันได้รับฟังแนวคิด นโยบายของผู้สมัคร ส.ส. ที่จะนำความคิด ความเห็นไปแปลงเปลี่ยนเป็นนโยบาย และทำให้คำว่า “นโยบาย” เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง

ด้าน น.ส.ศิริโชค เทพมณี สมาชิกสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “แสดงพลังเด็กเยาวชน เพื่อร่วมสร้างสรรค์ประเทศไทย” ว่า สภาเด็กและเยาวชนฯ เป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ 8,780 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้น ขอให้พรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารและมีอำนาจกำหนดนโยบายในอนาคต ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน เปิดรับการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจ โดยมีผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา ภายใต้แนวคิด “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” รวมทั้งทำให้เรื่องของการพัฒนาเด็ก และเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมสนบสนุนให้เกิดกิจกรรมดี ๆ ในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตทุกด้าน

ชาติพัฒนาชูนโยบายการศึกษา-กีฬา

ทั้งนี้ มีผู้แทนกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย, ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค พรรคอนาคตใหม่, น.ส.เยาวภา บุรพลชัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติพัฒนา

น.ส.เยาวภา บุรพลชัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติพัฒนา

น.ส.เยาวภา กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนา มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน 2 ด้าน คือ ด้านการศึกษาและด้านกีฬา ปัญหาปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ คือ ความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เด็กบ้านจนมีโอกาสในการศึกษาไม่เท่าเทียมกับเด็กบ้านรวย รวมไปถึงกลุ่มเด็กพิการ เด็กพิเศษ และเด็กด้อยโอกาส ก็เป็นกลุ่มเด็กที่เข้าถึงโอกาสด้านการศึกษาได้ยากด้วยเช่นกัน ทั้งที่เด็กกลุ่มนี้ก็มีศักยภาพทางการศึกษาไม่แตกต่างจากเด็กทั่วไป ซึ่งหากเด็กกลุ่มนี้ได้รับโอกาสทางการศึกษาจะสามารถศักยภาพได้เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป หากทำให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมก็จะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ส่วนปัญหาอีกประการ คือ ช่องว่างระหว่างครอบครัว สภาพสังคมปัจจุบันทำให้พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเพื่อหารายได้มาดูแลลูกและครอบครัว ไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน สถานที่ที่เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่คือโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก จึงมีปัญหาช่องว่างระหว่างครอบครัว เมื่อถึงวัยรุ่นที่จะเป็นผู้ใหญ่ พ่อแม่ลูกก็คุยกันไม่เข้าใจ จึงเป็นปัญหาสังคมตามมา  ทั้งปัญหาท้องในวัยเรียน เด็กติดเกม เด็กแว๊น และยาเสพติด ครอบครัวจึงเป็นปัญหาสำคัญในการพัฒนาเด็กเยาวชน

“ชาติพัฒนามีนโยบายด้านการศึกษา 4 ข้อ 1.เด็กไทยสองภาษา สนับสนุนห้องเรียนดิจิตอล ให้เด็กเรียนรู้ภาษที่สองและภาษาที่สาม เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ 2.คุณครูเทคโนโลยี จัดสรรทุนอำเภอละ 1 ล้านบาท เพื่อให้ครูไปเรียนรู้และกลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง 3.ปรับให้เด็กเป็นนักอ่าน นักคิด และนักปฏิบัติ 4. อุทยานการเรียนรู้ หรือ Thailand Knowledge Center เพื่อเป็นสถานที่ให้ทุกคนสามารถมาเรียนรู้ หรือลงเรียนหลักสูตรระยะสั้นทางออนไลน์ได้ ส่วนนโยบายด้านกีฬา 1. สร้าง Mini Sport Complex ทุกอำเภอเพื่อการออกกำลังกายและฝึกทักษะด้านกีฬา 2.สร้าง Mini Fitness ทุกหมู่บ้าน เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงกีฬา ลดต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วย และเชื่อว่ากีฬาจะช่วยสร้างความปรองดองกันได้ในอนาคต”น.ส.เยาวภากล่าว

ปชป.ตั้งเป้าสร้างเด็กมีคุณสมบัติ 7 ประการ     

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า ปชป.ให้ความสำคัญกับการศึกษา เด็กและเยาวชน แนวทางของนโยบายพรรคคือ “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” โดยปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขคือ คือปัญหาปากท้อง และเชื่อว่าสิ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและปฏิรูปสังคมได้ คือ การปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง ปชป.ตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีคุณสมบัติ 7 ประการ ได้แก่ 1. สุขภาพแข็งแรง 2.คิดวิเคราะห์เป็น 3. พูดได้สองภาษา 4.มีทักษะการใช้ชีวิต โดยเฉพาะวินัยทางการเงิน 5.มีทักษะด้านเทคโนโลยี 6.มีจริบยธรรม และ 7.เคารพสิทธิผู้อื่นภายใต้ตามระบอบประชาธิปไตย

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

“พรรคมีนโยบายตั้งแต่แรกเกิด 1.แจกเบี้ยเด็กเข้มแข็งให้ตั้งแต่อายุ 0-8 ขวบ โดยให้แบบถ้วนหน้า เพราะให้ครอบคลุมทุกกลุ่มบุคคล ซึ่งจะทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 2.การศึกษาปฐมวัย เพิ่มศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ เพราะเด็กชนบทหลายคนเข้าไม่ถึงการส่งเสริมพัฒนาตามวัย โดยต้องพัฒนาครูให้เหมาะสำหรับการสอนระดับอนุบาลด้วย 3.ระดับประถม-มัธยมศึกษา พลิกบทบาทห้องเรียน ให้เป็นห้องเรียนเพื่อสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ , English for All ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่เน้นการเรียนไวยากรณ์ เป็นการสอนที่เน้นให้เด็กกล้าคิด กล้าพูด และกล้าใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งการจะปรับหลักสูตรให้สำเร็จได้ต้องพัฒนาควบคู่ไปด้วย จึงมีนโยบายคืนครูให้นักเรียน บุคคลมาทำงานธุรการและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานอื่น ๆ แทนเพื่อลดภาระงานของครู รวมถึงปรับการประเมินจากที่ที่ต้องกรอกเอกสารจำนวนมาก มาประเมินโดนอิงกับผลลัพธ์คือคุณภาพเด็กแทน” นายพริษฐ์กล่าว

ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ ปชป. มีนโยบายเพิ่มแรงจูงใจให้เด็กเรียนอาชีพมากขึ้น เพราะปัจจุบันสัดส่วนการเรียนปริญญาตรีอยู่ที่ 75% สายอาชีพอยู่ที่ 25%  โดยยังให้ความสำคัญกับนโยบายเรียนฟรี 15 ปีจนถึงระดับ ปวส. พร้อมกับยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษา ด้วยระบบทวิภาคีโดยดึงผู้ประกอบการมาช่วยออกแบบหลักสูตร สถานที่ฝึกงาน และมีสัญญาการจ้างงานรอรับ ทำให้สามารถมีรายได้เมื่อเรียนจบ นอกจากนี้จะแจกคูปองฝึกทักษะให้กับประชาชน เพื่อให้สามารถนำมาใช้เรียนรู้ในระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะได้ เพราะการศึกษาไม่ควรจบลงแค่ช่วงวัย 21-25 ปี นอกจากนี้ต้องกระจายอำนาจการใช้งบประมาณให้กับโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กและโรงเรียน และตั้งกองทุน Smart Education เพื่อสนับสนุน Social Enterprise และ Startup ทางด้าน การศึกษา รวมถึงการนำเทคโนโลยี Ed Tech หรือ (EducationTechnology) มาใช้พัฒนาการเรียนการ สอน และ การสอบให้มีประสิทธิภาพ เป็นการเชื่อมโยงภาครัฐกับเอกชน

พปชร.ดันตั้งธนาคารเพื่อการศึกษา

ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)

ด้าน ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า พปชร.มีนโยบายสำคัญเรื่องการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงจะจัดตั้งธนาคารเพื่อการศึกษาขึ้น โดยเงินทุนที่จะเข้ามาในธนาคารจะเปิดโอกาสให้ทุกองค์กรทางเอกชนหรือภาคสังคมที่มีกำไร และมีจิตสาธารณะ ร่วมพัฒนาการศึกษานำเงินมาฝากเข้าธนาคาร ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนไม่ใช่รอแต่เงินจากรัฐ จะทำให้ระบบการศึกษาไทยขยับการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ การพัฒนาควรเริ่มตั้งแต่การทราบว่าตั้งครรภ์ พรรคจึงมีนโยบายมารดาประชารัฐ ดูแลตั้งแต่อยุ่ในครรภ์มารดา เพื่อให้เด็กคลอดออกมาสมบูรณ์  รวมถึงเปลี่ยนการวัดผลการเรียนจากการกระทำไม่ใช่ท่องจำ และนำระบบที่ดีเข้าไปพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่จะนำไปสู่การพัฒนาเด็ก มุ่งรู้ให้น้อย แต่รู้ให้ตรงจุด และนำมาใช้ประโยชน์ได้

เพื่อไทยคืน ร.ร.ให้ผู้ปกครอง-คืนครูให้เด็ก

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส พรรคเพื่อไทย(พท.)

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า การศึกษาปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะสร้างความใฝ่ฝันและบ่มเพาะให้เป็นคนดี พรรคจึงมีนโยบายที่จะทำศูนย์พัฒนาเด็กอัจฉริยะ 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศทุกชุมชน รวมถึงศูนย์คนชราด้วย ในระบบโรงเรียนจะคืนโรงเรียนสู่ผู้ปกครอง เพราะครูจะใกล้ชิดกับเด็กรองจากพ่อแม่ ย่อมรู้ว่าเด็กแต่ละคนมีแววในด้านใด ครูจึงต้องคุยกับผู้ปกครองเพื่อให้รู้ว่าลูกเก่งด้านไหน ควรส่งเสริมอย่างไร ทำให้พ่อแม่รู้ศักยภาพของลูก และลดขนาดห้องเรียน ให้ครู้เข้าถึงนักเรียนแต่ละคนมากขึ้น  เพิ่มปริมาณและคุณภาพครูให้สามารถค้นพบศักยภาพเด็กได นอกจากนี้จะกระจายอำนาจการศึกษา ให้อำนาจโรงเรียนจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และมีศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ ให้เด็ก คิดนอกกรอบได้ จะต้องมีสถานที่พิเศษที่ไม่ใช่การเรียนพิเศษ แต่เป็นสถานที่ให้เด็กได้เสริมเขี้ยวเล็บตนเองในการเป็นพลเมืองโลก  ส่วนช่วงปิดเทอมในต่างประเทศเมื่อเด็กมีเวลาว่างจะไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ หรือที่สนใจดนตรีก็ไปดูคอนเสิร์ต แต่สิ่งเหล่านี้ขาดไปในสังคมไทย จึงต้องการที่จะส่งเสริมให้มีศูนย์การเรียนรู้ที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการและไม่มีสอนในโรงเรียน เช่น  การแสดง การเต้น โดยให้ใช้พื้นที่ของโรงเรียน ในวันเสาร์-อาทิตย์ และให้เด็กเลือกเรียนได้ตามที่สนใจ

อนาคตใหม่ซื้อใจเด็ก เล็งลดสอบระดับชาติ

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวอีกว่า การศึกษาไทยมีรากฐานไม่แข็งแรง พรรคจะสร้างรากฐานและพื้นฐานการศึกษาใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจากการใช้งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปีเป็นเวลา 3 ปี ในการพัฒนายกระดับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพบุคลากรและอุปกรณ์ อาทิ พัฒนายกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก ให้สวัสดิการพ่อแม่ที่มีลูกอายุ 0-6 ปี เดือนละ 1,200 บาท ทำให้วางแผนชีวิตได้ดีขึ้นไม่ต้องห่วงว่าจะมีเงินให้ลูกหรือไม่ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง 17,000 แห่งทั่วประเทศต้องมีอิสระ ในการจัดสรรงบประมาณ ด้านอาหารโภชนาการ จัดให้มีนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหารในทุกเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เด็กเข้าใจวิธีการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมตามช่วงวัย ด้านสุขภาพจิต พัฒนาบุคลากรในโรงเรียนให้เข้าใจสุขภาพจิตขั้นพื้นฐาน สามารถคัดกรองเด็กและส่งต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงได้

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พรรคอนาคตใหม่

“นอกจากนี้จะปฏิรูปข้อสอบลดจำนวนการสอบระดับชาติและการประเมินที่ต้องใช้ข้อสอบลง เปิดให้มีวิธีการประพเมินที่ปลากดหลายขึ้น ลดวิชาแกนกลางเพิ่มวิชาการท้องถิ่นให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน ผลักดันให้คณะกรรมการโรงเรียนต้องมีนักเรียนร่วมอยู่ด้วย เพราะนักเรียนเป็นผู้ที่รู้เรื่องภายในโรงเรียนดี เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม ตรวจสอบเรื่องธรรมาภิบาลได้และปฏิรูประบบผลิตครู เพื่อสร้างห้องเรียนที่ความสุข”น.ส.กุลธิดากล่าว




แสดงความคิดเห็น

ข่าวแนะนำอื่นๆ