วสท. เข้าตรวจสอบ อาคารถล่ม แหล่งข่าวอ้าง ไฟลุกลามเร็วเพราะในบ้านกักตุนแอลกอฮอล์จำนวนมาก

วสท. เข้าตรวจสอบ อาคารถล่ม แหล่งข่าวอ้าง ไฟลุกลามเร็วเพราะในบ้านกักตุนแอลกอฮอล์จำนวนมาก

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมน์ หือ วสท. เข้าตรวจสอบ อาคารถล่ม ในหมู่บ้านกฤษดานคร 31 คาดเกิดจากความร้อนจากเพลิงไฟม้และการเสื่อมสภาพของโครงสร้างวัสดุต่างๆ พร้อมเร่งประสานขอแปลนบ้านถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รองศาสตราจารย์สิริวัฒน์ ไชยชนะ อุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมน์ (วสท.) ได้ลงพื้นที่อาคาร 3 ชั้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้จนถล่มลงมา

ภายในหมู่บ้านกฤษดานคร 31 เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เพื่อดูสภาพพื้นที่หลังเกิดเหตุ โดยกล่าวว่า วันนี้ (4 เม.ย.64) คงไม่สามารถตรวจสอบอะไรมากไม่ได้ เนื่องจากสภาพอาคารพังทลายลงมาหมดแล้ว จึงต้องไปหาข้อมูลแบบแปลนการก่อสร้างอาคารมีจุดใดเป็นสาเหตุทำให้อาคารถล่มลงมา เบื้องต้นได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอแบบแปลนบ้าน เพื่อนำไปถอดบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุว่ามีการต่อเติมอาคารตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุหรือไม่จนกว่าจะเห็นแบบแปลนบ้าน สำหรับอาคารแห่งนี้ก่อสร้างช่วงปี 2554 – 2555 ที่มีเทคโนยีการก่อสร้าง การใช้วัสดุที่ดี และทนไฟอยู่แล้ว จำเป็นต้องดูสภาพแวดล้อมรอบข้าง สิ่งสำคัญขนาดของพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องหากพื้นที่แคบ จะทำให้อาคารอมความร้อนมากกว่าอาคารที่อยู่ในพื้นที่โล่งกว้างที่ทำให้ความร้อนกระจายตัวได้มากกว่า ขณะเดียวกันวัสดุสิ่งของที่อยู่ภายในบ้าน

เช่น กระดาษ พลาสติกต่างๆ วัตถุไวไฟ อาจเป็นเชื้อเพลิงทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงได้ถึง 900 – 1,000 องศาเซลเซียส จากปกติวัสดุก่อสร้างจะทนความร้อนได้ถึง 300 – 600 องศาเซลเซียส ซึ่งตรงนี้ทำให้โครงสร้างอาคารเกิดรอยร้าวมีการแยกตัวออกจากกันแล้วความร้อนจะเข้าไปในช่องว่าง

ทำให้เหล็กเปลี่ยนรูปร่างหรือเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสาเหตุให้อาคารถล่มลงมา อุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมน์ (วสท.) กล่าวย้ำว่า อาคารที่มีอายุประมาณ 10 ปี ถือว่ายังไม่เสื่อมสภาพ หากก่อสร้างอย่างถูกต้องจะอยู่ได้นานถึง 30 – 50 ปี ส่วนกรณีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาคารหลังนี้ตัวคานมีขนาดใหญ่กว่าเสาอาคารเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากคานจะต้องรับน้ำหนักมากกว่าเสา ขณะที่การฉีดน้ำดับไฟไม่ส่งผลให้อาคารถล่มลงมาเช่นกัน

เพราะปูนไม่ดูดซับน้ำ สำหรับการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ประโยชน์ของอาคารจากที่อยู่อาศัยเป็นที่เก็บของ หากไม่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ถือว่าผิดกฎหมาย จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม

ด้านแหล่งข่าววงใน ระบุว่า รูปแบบแปลนบ้านมีความผิดปกติ การที่นำป้ายไวนิลที่มีน้ำหนักมากและเป็นวัตตุไวไฟมาติดรอบบ้าน ทำให้อาหารต้องรับน้ำหนักมาก ไม่เพียงเท่านั้นในบ้านยังมีการจัดเก็บแอลกอฮอลไว้เป็นจำนวน ซึ่งต้องไปดูใบอนุญาตอีกกว่าได้ขอถูกต้องไหม รวมทั้งหากพิจารณาจากตัวบ้านที่เดินเป็จอาคารพาณิชย์ปกติ แต่มีการดัดแปลงต่อเติมผิดไปจากเดิมมาก หากมีความผิดจะเร่งดำเนินเอาผิดเจ้าของบ้านให้ถึงที่สุด เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ขอบคุณข้อมูลจาก สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย / Postjung