คอลัมน์ ล้วงลูกบอลไทย เลือกใครดี? บังยี Vs บิ๊กอ๊อด นายกบอลไทย

นายกบอลไทย เปิดศักราชใหม่ 2020 ดูเหมือนว่าอุณหภูมิวงการฟุตบอลไทย จะส่อแววร้อนระอุมาคุไม่น้อย หลังจากมีกระแสข่าวว่าทาง “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฟุตบอลไทยฯคนดัง อาจจะกลับมาสมัครทวงบัลลังก์ลงชิงเก้าอี้นายกสมาคมฟุตบอลไทยฯอีกครั้ง 

พร้อมพ่วงนโยบายเด็ดด้วยการชู “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตกุนซือทีมชาติไทย มากความสำเร็จ รีเทิร์นมานั่งแท่นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยอีกคำรบ แน่นอนว่าจากกระแสดังกล่าวที่ออกมาถือว่าได้รับความสนใจจากแฟนบอลไทยมากทีเดียวครับ และเชื่อว่าจะร้อนแรงมากกว่านี้และเข้มข้นมากขึ้นไปอีกก่อนจะถึงดีเดย์เลือกตั้งจริงในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2563 

แต่ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ผมขอย้อนไปในช่วงที่ผมเข้ามาในวงการสื่อฟุตบอลไทย ใหม่ๆในช่วง10 ปีก่อนหน้า ซึ่งก็ได้มีโอกาสเห็นผลงาน การบริหารช่วงยุค “นายกบังยี” มาพอสมควรครับ ตอนนั้นพูดกันแบบตรงๆไม่อ้อมค้อม ผลงานทีมชาติไทย ในยุคของบังยี นั้นถือว่าเป็นอีกยุคที่ผลงานทีมชาติไทย เฟื่องฟูสุดๆ  ยิ่งใหญ่ทั้งในอาเซียนและ ระดับเอเชีย สามารถก้าวผ่านไปลุ้นเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 เอเชียได้แบบน่าภาคภูมิ ภายใต้การคุมทัพของ โค้ชซิโก้ 

ส่วนอาเซียนก็ไม่ต้องพูดถึงเรียกว่าคว้าแชมป์ต่อเนื่อง ทวงคืนทั้งแชมป์ซีเกมส์ และต่อยอดแชมป์อาเซียนคัพ ได้อีกหลายสมัย อย่างไรก็ดีหากเหรียญมีสองด้านการบริหารงานยุค บังยี ก็เช่นกันเพราะผลงานการบริหาร ในแง่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ 

ซึ่งต้องยอมรับว่า สวนทางกับผลงานด้านนอกกับผลงานในสนามต่างกันสิ้นเชิง แม้จะมีแต่ก็น้อยจนแทบเทียบไม่ได้ ต่างกันฟ้ากับเหวกับการบริหารในยุคปัจจุบันที่ด้านการประชาสัมพันธ์นั้นโดดเด่นสุดๆ และก็เช่นกัน เพราะผลงานในสนามของ “บิ๊กอ๊อด” พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นั้นแทบหาความสำเร็จ ไม่ได้เลย หากมองกันตามเนื้อผ้า 

ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของกุนซือหลายคน จากไทย เป็นต่างชาติมาแบบต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะพกดีกรีระดับโลกมา แต่ก็เหมือนว่าจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ผลงาน ความสำเร็จสักระยะกับการร่วมงานกับนักเตะไทย  แต่ที่น่าเสียดายและไม่แน่ใจว่าพับโครงการเก็บไปหรือยังก็คงจะเป็นเรื่องของ ไทยแลนด์เวย์ ที่ผมมองว่าเป็นหนึ่งในธงนำการทำทีมชาติไทย ในยุคของบิ๊กอ๊อด 

ซึ่งก็น่าจะยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะในความเห็นผมหากแนวทางนี้เป็นรูปเป็นร่าง และได้รับการสานต่อ ก็น่าจะเป็นอีกทิศทางที่ดีที่ช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย แต่ด้วยพื้นฐานไทยแลนด์เวย์ ที่ผมมองว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ในแง่ของการพัฒนาเยาวชนเป็นหลัก กว่าจะผลิดอก ออกผล ก็อาจจะยังต้องรอ แต่ไม่แน่ใจว่าแฟนบอลไทย จะรอได้มั๊ย นั้นเป็นอีกมุมประเด็นที่ผมมองว่าน่าสนใจ 

เพราะปฎิเสธไม่ได้เลยครับว่า สถานการณ์ฟุตบอลไทย ตอนนี้หากไม่นับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่ในความเห็นผมการได้อากิระ นิชิโนะ เข้ามาก็ถือว่ายกระดับฟุตบอลไทยได้ไม่น้อย แต่หากมองในเรื่องของผลงาน ทุกชุดนั้นคงต้องย้อมรับครับว่าอยู่ในช่วงขาลงชัดเจน ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในชุดซีเกมส์2019 และความผิดหวังซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าในชุดเยาวชน ทั้งชายและหญิง เป็นการบ้าน ความท้าทาย และความรับผิดชอบของสมาคมฟุตบอลไทย ชุดปัจจุบันอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในแง่ดีที่ผมมองเห็นและรู้สึก ก็คือสมาคมฟุตบอลไทยฯ ภายใต้ปีกบิ๊กอ๊อด ก็ถือว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ หรืออยู่นิ่ง เพราะผมก็เชื่อว่าก็คงจะพยายามพัฒนาฟุตบอลไทย อย่างเต็มที่แล้ว 

เห็นเด่นชัดเลยก็คือเรื่องระบบลีก ที่มีความเป็นระบบและดูเป็นสากลมากขึ้น เช่นเดียวกับความมุ่งมั่นผลักดันที่สร้างศูนย์ฝุึกฟุตบอลแห่งชาติ แห่งแรกของไทย ให้เกิดขึ้นเร็วๆนี้ หลังจากได้มีการเซ็นMOUกับทางคิงส์ พาวเวอร์เพื่อรับเงินสนับสนุน เรียบร้อยภายใต้วงเงินหลายร้อยบาท

วัตถุประสงค์ก็ชัดเจนคือหวังให้เป็นฮับ ศูนย์กลางในการเก็บตัวฝึกซ้อมของนักเตะไทย ทุกชุด เพื่อวางรากฐานในการก้าวไปสู่ฟุตบอลโลก ให้ได้ในอนาคต ส่วนจะสำเร็จดังประสงค์หรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ 

เช่นเดียวกับการเลือกตั้งศึกชิงประมุขลูกหนังไทย หนนี้  ก็เป็นเรื่องที่สุดยากจะคาดเดา แต่ก็อย่าเพิ่งใจร้อนรีบสรุปกันเร็วเกินไป ม้าที่ลงแข่งขันอาจไม่ใช่เพียงสอง เพราะอาจจะมีผู้ท้าชิงรายอื่นๆสมัครเข้ามาเพิ่มเติมอีก อีกทั้งในรายของบังยี อาจยังมีเรื่องของกฏหมายในแง่คุณสมบัติการลงสมัครเข้ามาเป็นเงื่อนไขการพิจารณา ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามเช่นกันว่า สุดท้ายแล้วจะลงสมัครได้หรือไม่ 

แต่หากคิดกันเล่นๆตัดประเด็นเรื่องคุณสมบัติการสมัครออกไปและเหลือเพียง บังยี กับบิ๊กอ๊อด ลงชิงชัยกันจริงๆ หากเปรียบเป็นมวยก็ต้องบอกว่าคู่คี่ สูสี สุดๆ  เพราะเมื่อเอาอดีตและผลงานมาทาบทับซ้อนกันก็ต้องบอกว่าโดดเด่น มีดีกันคนละแบบ

อีกคนโดดเด่นในเรื่องการบริหาร อีกคนโดดเด่นในเรื่องผลงานในสนามเป็นที่ประจักษ์ 

ก็อยู่ที่แฟนบอลไทย จะชอบแบบไหน 

แต่สำหรับผม , ผมมีคำตอบในใจแล้วครับ

“ยอดี้”

ขอบคุณภาพเฟซบุ๊ก Fair/วรวีร์ มะกูดี