คุยกับ “จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์” คนที่จะทำให้คุณรู้ว่า “หนังสือ” มีพลังเปลี่ยนชีวิต

“หนังสือเปลี่ยนชีวิตคนที่อ่านได้ ถ้าเราอ่านมันในช่วงเวลาที่ถูกต้อง”

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ เบล หรือที่ใครหลายคนรู้จักเขาผ่านนามปากกา jirabell ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการ นิตยสาร a day สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

มีผลงานเขียนหนังสือมาแล้ว 6 เล่ม ได้แก่ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox ,รักเขาเท่าทะเล และผลงานล่าสุด Between Hello and Goodbye ครู่สนทนา บันทึกการสัมภาษณ์ตลอดการทำงานกว่า 10 ปี

ทุกวันนี้เราติดหนี้บุญคุณหนังสือ

เราคิดเสมอว่าทุกวันนี้ที่เราได้มาอยู่จุดนี้ เราติดหนี้บุญคุณหนังสือ หนังสือเปรียบเหมือนบันได ที่ทำให้เรารู้จักอาชีพนี้ ถ้าทุกวันนี้ไม่อ่านหนังสือ เราก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตจะอยู่ที่จุดไหน

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อาจจะเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่หนังสือเล่มแรกที่เป็นแรงบันดาลใจของนักเขียนและบรรณาธิการอย่าง จิรเดช ไม่ใช่วรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกแต่มันเริ่มจากนิตยสาร กีฬา “สตาร์ซอคเกอร์”

เขาเล่าให้เราฟังว่า สมัยตอนที่เป็นเด็กเขาเป็นเด็กคนหนึ่งที่เรียกว่าบ้ากีฬาฟุตบอลมากๆ ตอนเรียนช่วงพักกลางวัน หรือเลิกเรียนก็จะเตะบอลกับเพื่อนตลอด แต่ด้วยความที่สมัยนั้นที่บ้านไม่ได้ติดเคเบิ้ลทีวีที่จะมีถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลตลอด เบลก็อาศัยซื้อนิตยสาร สตาร์ซอคเกอร์ ไม่ว่าจะแบบรายวัน สัปดาห์ หรือเดือน ซื้อทุกฉบับจนเพื่อนๆ พูดกันว่าถ้าอยากอ่านสตาร์ซอคเกอร์ต้องมาหาเบล

ซึ่งในนิตยสารจะมีคอลัมน์ประมาณ 2-3 คอลัมน์ที่ทำให้เบลจุดประกายอยากทำอาชีพสื่อ อยากมาเป็นคอลัมน์นิสต์ หนึ่งในนั้นคือ “ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน” เขียนโดย บอบู๋ สิ่งที่ บอบู๋ เขียนมันไม่ได้ออกแนวฟุตบอลจ้า แบบแนววิทยาศาสตร์การกีฬา แต่ บอบู๋ เขาสามารถเขียนเรื่องกีฬาให้มีความเป็นมนุษย์ได้ ซึ่งพอเราได้อ่าน เราก็คิดแหละว่า เออ เราก็ทำได้

ตอนนั้นเบลเล่าว่า ก็เอาหนังสือเรียนมาเขียนเป็นคอลัมน์ เป็นแถวๆเรียงแบบนิตยสารแล้วก็ตัดภาพนักกีฬาฟุตบอลมาแปะด้วย ซึ่งการทำแบบนั้นมันก็เหมือนจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย แล้วก็คิดว่าอยากทำงานสื่อด้านกีฬา

แต่พอเขาเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย โลกการอ่านมันเปิดกว้างขึ้น ได้เจอหนังสือ นิตยสารหลายแบบจนไม่ได้ปิดกั้นให้สนใจแค่เรื่องกีฬาแล้ว การอ่านของเขามันเกิดการไต่ระดับขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่าง หนังสือ และ ช่วงเวลา

หนังสือเปลี่ยนชีวิตคนที่อ่านได้ ถ้าเราอ่านมันในช่วงเวลาที่ถูกต้อง

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

สำหรับตัวเราเอง เราคิดว่าหนังสือเปลี่ยนชีวิตเราได้ จนวันที่นั่งทำงานตอนนี้ก็เพราะเราอ่านหนังสือ อ่านเล่มนี้แล้วก็อ่านเล่มนี้ต่อเรื่อย อ่านไปเรื่อยๆแบบไต่บันไดขึ้นเพิ่มระดับขึ้นไป

ทำไมหนังสือถึงเปลี่ยนชีวิตได้ ?? เบลตอบว่า เพราะถ้าช่วงเวลานั้นตัวเรากำลังมีคำถาม แล้วดันไปเจอหนังสือที่ให้คำตอบเรา มันก็สามารถส่งผลกับเราได้ เปลี่ยนแปลงเราได้ แต่ขณะเดียวกันถ้าเราไปอ่านหนังสือเล่มนั้นในช่วงเวลาปกติที่ตัวเราไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนั้น มันก็จะกลายเป็นหนังสือธรรมดาๆเล่มหนึ่งไป ไม่ได้อยู่ในความทรงจำ ไม่ได้มีผลกับตัวเรา

แม้แต่หนังสือการ์ตูนเอง ก็มีคุณค่าในแบบของมัน เพราะบางเวลาถ้าชีวิตเจออะไรเซ็งๆ ณเวลานั้นพอเราได้อ่าน ได้สนุกไปกับมัน ลืมเรื่องเซ็งๆ แค่นี้ก็ถือว่ามันมีคุณค่าในตัวของมัน

แต่อาจจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ ที่ช่วงนี้เราเองอาจจะไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือเยอะมาก แต่ ช่วงแรกๆเลยที่เรารู้ว่า เราเองอยากเป็นอะไร มันก็จะมีหนังสือที่เป็นมิตรกับเรา ไม่กันเราออกจากการเขียน จากสิ่งที่เราอยากเป็น เราก็ตะลุยอ่าน อ่านไปเรื่อยๆไต่ระดับขึ้นไป ถ้าตอนนี้ใครอยากจะเริ่มต้นอ่านหนังสือ เราขอแนะนำให้เริ่มจากหนังสือที่เป็นมิตรกับตัวเราก่อน

ความสัมพันธ์ ความฝัน ความประทับใจถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ

ผลงานหนังสือของ jirabell ที่เขียนทุกเล่มที่ผ่านมานั้น ไม่รวมเล่มล่าสุด จะอิงอยู่ในเรื่องของความสัมพันธ์ ความรู้สึก หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะทั้งแบบ คนรัก ครอบครัว เพื่อนเสมอ ยกตัวอย่างเช่น เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียวซึ่งจะเป็นเรื่องราว 50 เรื่อง ที่พูดถึงคนที่เบลเองรู้สึกว่ากระทบกับใจ มีเหตุการณ์ที่สร้างความรู้สึกร่วมกัน

หนังสือ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว

ส่วน ความทรงจำอยู่ที่ไหนความคิดถึงอยู่ที่นั่น จะเป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอี๊(ป้า)ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายครอบครัวต้องเคยเจอเมื่อเด็กอาศัยอยู่กับผู้ใหญ่ก็ต้องมีความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น

เบลบอกกับเราว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลามีคนถามว่าชอบหนังสือเล่มไหนของตัวเองมากที่สุดก็คงต้องยกให้เล่มนี้ เพราะชอบในแง่ของความหมาย ระหว่างเขากับอี๊ที่เลี้ยงดูเขามา

เราได้บันทึกเรื่องราวที่มันมีคุณค่า ซึ่งเราคิดว่าความหมายของมันพอเวลายิ่งผ่านไปก็จะยิ่งมีคุณค่าในตัวเพิ่มขึ้นไปอีก นี่คงจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังสือ เพราะเราได้บันทึกมัน ลงไปในสิ่งที่เราสามารถสัมผัสจับมันได้

หนังสือ ความทรงจำอยู่ที่ไหนความคิดถึงอยู่ที่นั่น

เรื่อง LONELY LAND ดินแดนเดียวดายเป็นเรื่องราวตอนที่เขาได้เดินทางไปฮ่องกง พบเจอกับความสัมพันธ์ สิ่งที่ประทับใจ และ รักเขาเท่าทะเล ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ แบบภูเขากับทะเล

หนังสือ LONELY LAND ดินแดนเดียวดาย
หนังสือ รักเขาเท่าทะเล

ส่วนเรื่อง THE FAIRY TALE OF UNDERFOX ที่เป็นการสัมภาษณ์คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ถึงการทำสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ในตอนที่ทำเสร็จภาพเก่าสมัยที่เขาเคยอยากทำนิตยสารเกี่ยวกับฟุตบอล คอลัมน์ฟุตบอลมันได้ย้อนกลับมา เราก็ภูมิใจนะที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งเราได้ทำเกี่ยวกับฟุตบอลจนได้

แต่ถ้าตอนนี้ เล่มที่เขารู้สึกดีใจมากสุดที่ได้ทำมัน ก็คือ Between hello and goodbye. ครู่สนทนาซึ่งเป็นหนังสือ บทสัมภาษณ์ตลอดชีวิตที่ได้ทำงานมาประมาณ 10 ปี โดยคัดเลือกคู่สนทนามา 15 คน

หนังสือเล่มนี้มีความมหมายในแง่ที่เป็นบทบันทึกวิชาชีพ ทำให้ได้เห็นการเติบโตของตัวเอง เห็นฉากต่างๆของชีวิต เห็นพลังชีวิตตัวเองในช่วงเวลานั้นเส้นทางที่ผ่านมา และมันก็ยังเป็นการตอกย้ำตัวเองเสมอว่าเราเป็นใคร ทำอะไร ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมามันไม่ได้ว่างเปล่า มันมีบางอย่างที่เกิดขึ้น

ในส่วนตัวเราเชื่อว่าคนเรา ถ้าจะบอกว่าตัวเองเป็นอะไร มันต้องบอกจากสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่แค่การแนะนำตัว ที่ตอบแค่ว่าคุณเป็นใคร แล้วก็ตอบว่าอ่อ..เราเป็นนักสัมภาษณ์

หนังสือ Between hello and goodbye. ครู่สนทนา

สุดท้ายนี้ จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ ได้ฝากถึงใครหลายคนที่หากวันนี้คุณรู้สึกว่าอยากเป็นนักเขียน ว่า

ถ้าวันหนึ่งอยากเป็นนักเขียน เริ่มจากการเก็บต้นทุน เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมไหน รอบตัวมีเรื่องอะไรก็พยายามเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ พอวันหนึ่งที่เราต้องเขียนเราก็ดึงเอาสิ่งต่างๆเหล่านี้ออกมาใช้ ซึ่งมันจะคนละความรู้สึกกับคนที่พร้อมจะเขียนแต่ข้างในตัวเขาไม่มีชุดประสบการณ์อะไรเลย ไม่ว่าจะจบอาชีพอะไรก็เป็นนักเขียนได้ เพราะมันมีหลายอย่างที่มหาลัยเขาก็ไม่ได้สอนเรา